คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 869/2509
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การที่โจทก์ไม่มาเบิกความเอง ไม่เป็นเหตุให้ฟ้องคดีไม่ได้ เพราะโจทก์มีสิทธิเลือกเสนอพยานหลักฐานต่อศาลได้ตามที่เห็นสมควร
- ศาลฎีกาสามารถหยิบยกประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้และศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยขึ้นมาวินิจฉัยเองได้ หากพยานหลักฐานได้สืบกันมาแล้ว
- การที่คู่กรณีไม่ติดใจเอาความในเรื่องการซื้อขายและยอมให้ทรัพย์สินถูกขายทอดตลาด ถือเป็นการตกลงเลิกสัญญาจะซื้อขายกันโดยปริยาย
- หากโจทก์ฟ้องเพียงให้โอนกรรมสิทธิ์และมิได้เรียกเงินคืนหรือจัดการให้คู่กรณีกลับสู่ฐานะเดิม จะบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำเพราะเหตุเลิกสัญญาในคดีนั้นไม่ได้
ย่อคำพิพากษา
ภรรยาไปพาโจทก์มาฟ้องคดี จึงต้องถือว่าเป็นการดำเนินคดีของโจทก์เอง ส่วนผลคดีจะเป็นประโยชน์ต่อใครไม่สำคัญ จะว่าเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไม่ได้
หากโจทก์ฟ้องแล้ว เมื่อโจทก์ไม่มาเบิกความเอง จะอ้างว่าฟ้องไม่ได้เสียเลยหาได้ไม่ เพราะการที่โจทก์ไม่มาเบิกความต่อศาล ก็ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องทำดังนั้น แล้วแต่โจทก์จะเสนอพยานหลักฐานใดต่อศาล ส่วนการจะฟังได้หรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยตามพยานหลักฐานและรูปคดี มิใช่ว่าถ้าโจทก์ไม่มาเบิกความเองแล้วฟังไม่ได้เสียเลย
ประเด็นที่จำเลยต่อสู้ไว้ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยนั้น เมื่อพยานหลักฐานได้สืบกันมาแล้ว ศาลฎีกาย่อมหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยให้ได้โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่
การที่โจทก์ตกลงซื้อที่ดินที่พิพาทจากจำเลยและปลูกเรือนให้ภริยาของตนอยู่ในที่พิพาท แล้วก็ทอดทิ้งไปไม่นำพาในเรื่องซื้อขายกับจำเลยอีก เมื่อภริยาโจทก์ไม่ชำระราคาที่ค้าง ยอมให้เอาที่ดินไปขายให้แก่คนอื่นได้ ทั้งให้ขายเรือนให้ด้วย และเมื่อจำเลยฟ้องคดีภรรยาโจทก์ก็ถอนการคัดค้านในการที่จำเลยจะทำนิติกรรมให้กับคนอื่น พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่า คู่กรณีตกลงเลิกสัญญาจะซื้อขายกันแล้วโดยปริยาย
ในคดีที่โจทก์ฟ้องเพียงให้จำเลยโอนขายที่พิพาทอย่างเดียว มิได้เรียกเงินคืนในการที่โอนขายให้ไม่ได้ ทั้งโจทก์ยังมิได้จัดการให้จำเลยกลับสู่ฐานะเดิมในเหตุเลิกสัญญา จะบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำเพราะเหตุเลิกสัญญาในคดีด้วยไม่ได้ แต่ก็ไม่ตัดสิทธิคู่ความในการดำเนินคดีในผลแห่งการเลิกสัญญา.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ยื่นเรื่องราวขอขายที่บ้านของจำเลยให้โจทก์ในราคา ๒,๐๐๐ บาทต่ออำเภอเมืองโดยจำเลยได้รับเงินมัดจำไปจากโจทก์แล้วเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท แต่ยังไม่ได้ทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์กัน ต่อมาจำเลยกลับนำเอาที่ดินนี้ไปร้องขอขายให้ผู้มีชื่อเสีย นางเขียนภริยาโจทก์ทราบเรื่องจึงคัดค้าน ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยโอนขายที่บ้านตามแผนที่ท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ในราคา ๒,๐๐๐ บาท โดยคิดหักกับเงินที่จำเลยรับไปจากโจทก์แล้ว
จำเลยให้การต่อสู้ว่า ไม่เคยแสดงเจตนาจะโอนขายที่พิพาทให้โจทก์ เงินมัดจำไม่เคยรับ เพียงแต่แสดงเจตนาจะยกให้นางเขียนหลานของจำเลยซึ่งลักลอบได้เสียกับโจทก์ เพื่อให้นางเขียนอุปการะเลี้ยงดูจำเลย นางเขียนเคยให้เงินจำเลย ๒ ครั้ง รวม ๒๐๐ บาท และขออาศัยปลูกเรือนอยู่ในที่พิพาทจำเลยอนุญาต ต่อมาโจทก์ได้ขอแบบ ส.ค.๑ ของจำเลยไป โดยอ้างว่าจะเอาไปให้เขาดู แล้วไปยื่นเรื่องราวต่ออำเภอ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมแบ่งขายลงชื่อโจทก์เป็นผู้ซื้อและเขียนชื่อจำเลยปลอมลงในเรื่องราวนั้น ยื่นเรื่องราวแล้วโจทก์หายสาปศูนย์ไป เรื่องราวที่โจทก์ไปยื่น จำเลยได้ยื่นคำร้องถอนต่ออำเภอเสียแล้ว จึงเป็นการบอกเลิกสัญญากับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและต่อสู้ว่าเงินที่นางเขียนให้จำเลย ๒๐๐ บาท เป็นการให้ตามหน้าที่ศีลธรรม ขอให้พิพากษายกฟ้อง
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตัวโจทก์ไม่ได้มาสาบานตัวเบิกความยืนยันให้เห็นว่าได้ทำสัญญาจะซื้อขายไว้กับจำเลย โจทก์ต้องแสดงว่าได้มีเอกสารสัญญาจะซื้อขายกันจริง โจทก์คงมีแต่นายสำราญเจ้าพนักงานที่ดินมาเบิกความว่า ได้ทำบันทึกไว้หลังคำขอของโจทก์จำเลยเท่านั้น คำของนายสำราญคงฟังประกอบเอกสารว่าถูกต้องหรือไม่ แต่ตัวความจะต้องอ้างเอกสารมาแสดงต่อศาลแล้วจึงจะฟังได้อีกประการหนึ่ง โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วก็ไม่มาเบิกความต่อศาลเลย คงมีแต่นางเขียนภริยาโจทก์ดำเนินคดีแทนตลอดมา นางเขียนเองเคยถูกจำเลยฟ้องต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ในเรื่องที่ไปคัดค้านไม่ให้จำเลยขายที่ดินให้แก่นางสวาท นางเขียนทำยอมไว้แล้ว จะไปถอนคำร้องคัดค้านที่อำเภอ ในที่สุดก็ไม่ยอมไปถอน กลับนำนายวิสิทธิ์สามีมาฟ้องเป็นคดีใหม่ แต่ก็ไม่สามารถนำตัวมาศาลได้ แสดงว่านางเขียนดำเนินคดีเอง อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์เองก็ไม่มาติดต่อกับจำเลย จะให้จัดการตามสัญญาซื้อขายอย่างใด จำเลยเคยทวงเงินจากภริยาโจทก์ก็ไม่มีให้ และยอมให้ขายอีกด้วย จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิที่โจทก์จะฟ้องเรียกมัดจำคืน หรือเรียกค่าเสียหาย
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยขายที่ดินตามแผนที่ท้ายฟ้องให้โจทก์ในราคา ๒,๐๐๐ บาท โดยคิดหักกับเงินที่จำเลยได้รับไปแล้ว ๑,๐๐๐ บาท
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในข้อที่โจทก์มิได้มาเบิกความต่อศาลด้วยตนเอง เป็นการดำเนินคดีโดยสุจริตหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ในคำให้การสู้คดีของจำเลยเองก็ยอมรับอยู่แล้วว่า นางเขียนไปพาโจทก์มาฟ้องคดี จึงเป็นการดำเนินคดีของโจทก์เอง ส่วนผลของคดีจะเป็นประโยชน์ต่อใครไม่สำคัญ หากจำเลยแพ้คดีก็ต้องยอมขายที่พิพาทให้โจทก์ การถอนคำคัดค้านก็ไม่จำเป็น เพราะเป็นการทำแทนโจทก์เพื่อให้ขายที่ดินแก่โจทก์ จะว่าเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไม่ได้ เพราะโจทก์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องขอให้บังคับตามสัญญาที่ทำกันไว้ ส่วนข้อที่ว่าโจทก์ไม่มาเบิกความต่อศาลเอง ก็ไม่มีกฎหมายบังคับให้ทำดังนั้น แล้วแต่โจทก์จะเสนอพยานหลักฐานใดต่อศาล ส่วนการที่ฟังได้หรือไม่เพียงใด ศาลย่อมวินิจฉัยมาตามพยานหลักฐานและรูปคดี มิใช่ว่าถ้าโจทก์ไม่มาเบิกความแล้วฟังไม่ได้เสียเลย
ส่วนประเด็นอีกข้อหนึ่งซึ่งจำเลยต่อสู้ไว้ว่า ได้เลิกสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์แล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยให้ แต่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยข้อนี้ไว้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ ศาลฎีกาจึงได้วินิจฉัยประเด็นนี้ให้ เมื่อสรุปแล้วศาลฎีกาฟังว่า การโอนขายไม่สำเร็จเพราะว่าการที่โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพิพาทและปลูกเรือนให้นางเขียนภริยาของตนอยู่รายนี้แล้วก็ทอดทิ้งไป ไม่นำพาในเรื่องซื้อขายที่ดินกับจำเลยอีกเลย พฤติการณ์เป็นที่เห็นได้ว่า คู่กรณีได้ตกลงเลิกสัญญาจะซื้อขายกันแล้วโดยปริยาย แต่ตามพฤติการณ์ยังฟังไม่ได้ถึงกับว่า ฝ่ายโจทก์จะไม่เรียกร้องเอาราคาที่ให้ไปแล้วคืน การเลิกสัญญาจึงต้องให้คู่กรณีกลับสู่ฐานะเดิม โดยจำเลยต้องคืนเงินมัดจำที่รับไว้ และฝ่ายโจทก์ต้องคืนการครอบครองที่ตนครอบครองแทนในระหว่างโอนขายให้จำเลย คดีนี้โจทก์ฟ้องเพียงให้จำเลยโอนขายอย่างเดียว มิได้เรียกเงินคืนในการโอนขายให้ไม่ได้ ทั้งโจทก์ยังมิได้จัดการให้จำเลยกลับสู่ฐานะเดิมในเหตุเลิกสัญญา จะบังคับให้จำเลยคืนเงินมัดจำเพราะเหตุเลิกสัญญาในคดีนี้ด้วยไม่ได้ จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ไม่ตัดสิทธิคู่ความในการดำเนินคดีในผลแห่งการเลิกสัญญาตามที่ได้วินิจฉัยไว้
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 869/2509
นายวิสิทธิ์ ทวีราชทรัพย์ โจทก์
นางอาม ประดิษฐไชย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายวิสิทธิ์ ทวีราชทรัพย์ · จำเลย - นางอาม ประดิษฐไชย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พจน์ ปุษปาคม · บุศย์ ขันธวิทย์ · เกษม ทิพยจันทร์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น · ศาลอุทธรณ์ - หลวงอรรถวุฒิวรวาจก์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา