คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1215/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความตกลงท้าสืบพยานคนกลางไว้แล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะขอถอนคำท้าไม่ได้
ย่อคำพิพากษา
ปัญหาว่า คู่ความตกลงท้ากันสืบพยานคนกลางไว้แล้ว ฝ่ายหนึ่งขอถอนคำท้าขอดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248
คู่ความตกลงสืบพยานร่วมคนเดียว หากพยานร่วมให้การเจือสนฝ่ายใด ก็ให้ศาลวินิจฉัยไปตามรูปคดี โดยคู่ความสละสิทธิไม่สืบพยานอื่นต่อไป ต่อมาโจทก์ขอถอนคำท้าอ้างว่าโจทก์ไม่มั่นใจว่าพยานร่วมจะให้การตรงไปตรงมา ศาลไม่อนุญาต และสืบพยานร่วมไปแล้ว พิพากษาให้จำเลยชนะคดี โจทก์ขอให้ศาลพิจารณาใหม่ ศาลไม่เห็นสมควรให้พิจารณาใหม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ครอบครองที่ดินแปลงหนึ่งมาเป็นเวลา ๒๕ ปีแล้วและได้แจ้ง ส.ค.๑ ไว้ด้วย จำเลยทั้งสองได้นำผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่อำเภอมารังวัดเพื่อจะเอาที่ดินของโจทก์ จึงขอให้ศาลพิพากษาว่านาพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้อง
จำเลยต่อสู้ว่า นาพิพาทมิใช่ของโจทก์ แต่เป็นของจำเลย โจทก์เคยอาศัยทำกินในที่พิพาท และไม่เคยครอบครองนาพิพาทในฐานะเจ้าของเลย ขอให้ยกฟ้อง
โจทก์จำเลยตกลงท้ากันให้ศาลสืบพยานคนกลางเพียงคนเดียว ถ้าพยานเบิกความเจือสมฝ่ายใด ให้ศาลวินิจฉัยไปตามรูปคดี โดยคู่ความสละสิทธิไม่สืบพยานอื่นต่อไป
ต่อมาโจทก์ขอถอนคำท้าขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์เพราะเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา
ศาลชั้นต้นสืบพยานตามคำท้าของโจทก์จำเลยแล้ว เห็นว่าคำเบิกความของพยานเจือสมข้อต่อสู้ของจำเลย จึงพิพากษาให้มีที่พิพาทตกเป็นของจำเลย ยกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าตามที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนคำท้า และดำเนินการสืบพยานคนกลางแล้วพิพากษานั้น ชอบแล้ว พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ ไม่รับฎีกา โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ฎีกาโจทก์มีปัญหาข้อกฎหมายว่าคู่ความตกลงท้ากันสืบพยานคนกลางไว้แล้ว ฝ่ายหนึ่งขอถอนคำท้า ขอดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้หรือไม่ ให้รับฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อคู่ความตกลงท้ากันสืบพยานร่วมแล้ว ฝ่ายหนึ่งขอถอนคำท้า ขอดำเนินกระบวนพิจารณาไปได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคู่ความตกลงสืบพยานร่วมคนเดียว หากพยานร่วมให้การเจือสมฝ่ายใด ก็ให้ศาลวินิจฉัยไปตามรูปคดี โดยคู่ความสละสิทธิไม่สืบพยานอื่นต่อไป ต่อมาโจทก์ขอถอนคำท้าอ้างว่าโจทก์ไม่มั่นใจว่าพยานร่วมจะให้การตรงไปตรงมา ศาลไม่เห็นสมควรที่จะให้มีการพิจารณาใหม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1215/2510
นายน้อย บุญสันเทียะ โจทก์
นายเขียว เจตนากลาง ที่ 1 นางพวง เจตนากลาง ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายน้อย บุญสันเทียะ · จำเลย - นายเขียว เจตนากลาง ที่ 1 นางพวง เจตนากลาง ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไฉน บุญยก · จิตติ ติงศภัทิย์ · ประสม เภกะสุต |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายเมธี กำเพ็ชร · ศาลอุทธรณ์ - นายรัตน์ ศรีไกรวิน |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา