คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยถูกผู้เสียหายทำร้ายก่อนและตกอยู่ในอันตรายแก่ชีวิต
ย่อคำพิพากษา
จำเลยกับผู้เสียหายมีปากเสียงกัน ผู้เสียหายท้าทายจำเลย ๆ ไม่ยอมรับคำท้ามุ้งหน้าจะกลับบ้าน ผู้เสียหายตามไปกระชากแขนและต่อยจำเลยก่อน จำเลยจึงเข้ากอดปล้ำและตกลงไปในคลองด้วยกัน จำเลยถูกผู้เสียหายกดให้จมน้ำและถูกกัด จำเลยจึงกัดผู้เสียหายหูขาด ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าการโต้เถียงเป็นปากเสียงกันได้ขาดตอนไปแล้วโดยจำเลยไม่ยอมรับคำท้า แต่ผู้เสียหายได้ตามไปต่อยจำเลยก่อน มิใช่เป็นการสมัครใจวิวาทกัน และเมื่อตกลงในคลอง จำเลยก็ถูกผู้เสียหายกดให้จมน้ำและถูกกัดอีก จำเลยจึงกัดไปบ้างเพื่อมิให้ถูกผู้เสียหายกดจมน้ำตาย ถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 จำเลยไม่มีความผิด
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำร้ายร่างกายนายสงัด แซ่โค้ว โดยใช้กำลังชกต่อยและใช้ไม้รวกผ่าซีกมีคมตี เป็นเหตุให้นายสงัดได้รับอันตรายสาหัส หูขวาขาด หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ กับขอให้ริบไม้รวกของกลางและขอให้นับโทษต่อกับคดีดำที่ ๕๙๑/๒๕๐๙ ของศาลจังหวัดชลบุรี
นายสงัด แซ่โค้ว ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต
จำเลยให้การว่า ได้ทำร้ายผู้เสียหายถึงหูขาดจริง แต่ใช้ปากกัด ไม่ได้ใช้ไม้รวกผ่าซีกมีคมดังฟ้อง และรับว่าเป็นคนเดียวกับจำเลยคดีดำที่ ๕๙๑/๒๕๐๙
ต่อมาก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอให้การใหม่ว่า นายสงัดกับจำเลยเกิดโต้เถียงกันเรื่องนายสงัดไล่ควายลัดคลองข้ามมาเข้านาจำเลย นายสงัดกระโดดเข้าชกจำเลย จำเลยต่อสู้ป้องกันตัว นายสงัดพยายามกดจำเลยให้จมอยู่ใต้น้ำ จำเลยจึงกัดหูนายสงัดเพราะเกรงจะถูกกดจมน้ำตาย จำเลยไม่มีเจตนาทำร้ายนายสงัด
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องวิวาท จำเลยจะอ้างเรื่องป้องกันมาเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้ จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕, ๒๙๗ แต่ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๗ ซึ่งเป็นกระทงหนักตามมาตรา ๙๑ โดยจำคุก ๑ ปี คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้ ๑ ใน ๓ ตามมาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ เดือน ไม้รวกของกลางไม่ริบเพราะศาลฟังว่าไม่ได้ใช้กระทำผิด ส่วนที่ขอให้นับโทษต่อนั้นไม่นับเพราะคดีนั้นศาลพิพากษาปรับ และจำเลยชำระค่าปรับครบถ้วนแล้ว
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นป้องกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ จำเลยไม่มีความผิด จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
พนักงานอัยการโจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังว่า กระบือของโจทก์ร่วมลัดคันนาของจำเลยลงไปในคลองจำเลยต่อว่าโจทก์ร่วมแล้วเกิดโต้เถียงกัน เมื่อมีปากเสียงกันแล้ว โจทก์ร่วมท้าทายจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมรับคำท้าเพราะเล็กกว่าและเดินไล่กระบือจะกลับบ้านโจทก์ร่วมตามไปกระชากแขนและต่อยจำเลยก่อน จำเลยจึงเข้ากอดปล้ำแล้วตกลงไปในคลองด้วยกัน จำเลยถูกกดให้จมน้ำและถูกกัด จำเลยก็กัดไปบ้าง ดังนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการโต้เถียงเป็นปากเสียงกันได้ขาดตอนไปแล้ว โดยจำเลยไม่ยอมรับคำท้าและไล่กระบือจะกลับบ้าน แล้วโจทก์ร่วมตามไปต่อยจำเลยก่อน มิใช่เป็นการสมัครใจวิวาทกัน และเมื่อตกลงในคลอง จำเลยก็ถูกโจทก์ร่วมกดให้จมน้ำและถูกกัดอีก จำเลยจึงกัดไปบ้างเพื่อมิให้ถูกโจทก์ร่วมกดจมน้ำตาย ซึ่งเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงจำต้องกระทำการกัดโจทก์ร่วมเพื่อป้องกันสิทธิแห่งชีวิตของตนให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าว ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่โจทก์ร่วมได้กระทำแก่ตน และการกระทำของจำเลยก็ไม่เกินสมควรแก่เหตุ จึงเรียกได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามนัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๘ จำเลยจึงไม่มีความผิด
พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1254/2510
พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์
นายสงัด แซ่โค้ว โจทก์ร่วม
นายชนะ หรือมานะ แซ่โค้ว จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี · โจทก์ร่วม - นายสงัด แซ่โค้ว · จำเลย - นายชนะ หรือมานะ แซ่โค้ว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ลออง จุลกะเศียน · ชิต บุณยประภัศร · แถม สิริสาลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดชลบุรี - นายวรชาติ คูสุวรรณ · ศาลอุทธรณ์ - นายสัญชัย สัจจวานิช |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา