⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 486/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2510

ย่อคำพิพากษา

สามีได้ลงชื่อเป็นพยานรู้เห็นในสัญญาจะซื้อจะขาย ย่อมถือได้ว่าสามีได้ยินยอมหรือให้สัตยาบันโดยปริยายในสัญญาแล้ว หนี้ที่เกิดขึ้นเพราะภรรยาผิดสัญญาจะซื้อขายในที่ดินจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างภรรยากับสามีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1482 (4) สามีต้องรับผิดร่วมด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1482

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำกับค่าที่ดินซึ่งจำเลยรับไป เพราะจำเลยผิดสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะใช้เงินให้โจทก์ แล้วจำเลยไม่ใช้ โจทก์จึงนำยึดที่ดินดังกล่าวซึ่งจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางแจ่ม ขุนทอง และนายถนอม โพธิ์ศรี นายถนอม โพธิ์ศรี ยื่นคำร้องว่าผู้ร้องกับนางแจ่ม ขุนทอง ได้ครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดอยู่แล้ว และเป็นที่แปลงเดียวกับที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยให้ถอนคำคัดค้านการที่ผู้ร้องขอแบ่งแยกโฉนดรายนี้ตามสำนวนคดีแพ่งดำที่ ๑๐/๒๕๐๘ ของศาลชั้นต้น ขอให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลคดีแพ่งดำที่ ๑๐/๒๕๐๘ นายพู เรืองพล ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีจำเลย ที่ดินที่โจทก์นำยึดเป็นสินบริคณห์ระหว่างผู้ร้องกับจำเลย สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยทำกันเองโดยผู้ร้องมิใด้รู้เห็นให้ความยินยอม ขอให้ศาลสั่งแยกสินบริคณห์ออกเป็นส่วนของผู้ร้อง คือ เงินที่จะได้จากการขาดทอดตลาดเฉพาะส่วนของจำเลยออกเสีย โดยถือเอา ๒ ใน ๓ ส่วนเป็นของผู้ร้อง โจทก์คัดค้านคำร้องขอผู้ร้องทั้งสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า ที่ดินแปลงที่ยึดยังมิได้มีการแบ่งเป็นส่วนสัด และหนี้ที่จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์เป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับนายพูผู้ร้อง ผู้ร้องต้องรับผิดร่วมด้วย ให้ขายที่ดินไปทั้งแปลงแล้วคืนเงินที่ขายได้ให้นายถนอม โพธิ์ศรี และนางแจ่ม ขุนทอง ตามส่วน ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง ผู้ร้องทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฎีกาของนายถนอม โพธิ์ศรี นั้น ปรากฏว่าที่ดินยังมิได้การครอบครองกันเป็นส่วนสัดระหว่างผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โจทก์จึงขอให้ขายทอดตลาดทั้งแปลง แล้วแบ่งเงินที่ขายได้ให้นายถนอมผู้ร้องและนางแจ่ม ขุนทองได้ ส่วนฎีกาของนายพู เรืองพล ผู้ร้องที่ว่า ขณะจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์ จำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่เลย การซื้อขายเป็นโมฆะ นั้น เห็นว่า ในคำร้องของจำเลย จำเลยมิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้าง จึงไม่มีประเด็นจะต้องวินิจฉัยในข้อนี้ แม้ศาลล่างทั้งสองจะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ ส่วนปัญหาที่ว่าผู้ร้องได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์จริงหรือไม่นั้น ปรากฏว่าผู้ร้องได้ลงชื่อเป็นพยานรู้เห็นในสัญญาจะซื้อขาย ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องได้ยินยอมหรือให้สัตยาบันโดยปริยายในสัญญาแล้วหนี้ที่เกิดขึ้นเพราะจำเลยผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๒ (๔) ผู้ร้องต้องรับผิดร่วมด้วย จะขอให้แบ่งเงินที่ขายได้ออกเป็นส่วนของตนหาได้ไม่ พิพากษายืน ให้ยกฎีกาผู้ร้องทั้งสอง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 486/2510 นายบุญเลิศ ยิ้มละมัย โจทก์ นางกิม เรืองพล โดยนางทองอยู่ บุญชู ผู้รับมรดกความ ล. นายถนอม โพธิ์ศรี นายพู เรืองพล ผู้ร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบุญเลิศ ยิ้มละมัย · ล. - นางกิม เรืองพล โดยนางทองอยู่ บุญชู ผู้รับมรดกความ · ผู้ร้อง - นายถนอม โพธิ์ศรี นายพู เรืองพล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จินตา บุณยอาคม · สวิง ลัดพลี · ศริ มลิลา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายสมบูรณ์ บุญภินนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายดวง ดีวาจิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 771/2508ฎีกา 1427/2514ฎีกา 1055/2492ฎีกา 1005/2495ฎีกา 1792/2492ฎีกา 1902/2494ฎีกา 1364/2495ฎีกา 1613/2509ฎีกา 4214/2534ฎีกา 1376/2506ฎีกา 386-387/2505ฎีกา 1013/2519ฎีกา 1026/2513ฎีกา 2594/2516ฎีกา 1577/2503ฎีกา 1272/2501ฎีกา 221/2509ฎีกา 749/2483ฎีกา 6/2509ฎีกา 2204/2522ฎีกา 1652/2522ฎีกา 241/2514ฎีกา 841/2509ฎีกา 2183/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา