⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 581/2510

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2510

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปกักไว้ที่เรือนจำในระหว่างพิจารณาคดีตามหมายของศาล ถือเป็นการควบคุมโดยสถานพินิจ และวันถูกควบคุมดังกล่าวสามารถนำมาหักจากโทษที่ศาลพิพากษาลงโทษได้ แม้ศาลจะเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งสถานฝึกและอบรมก็ตาม.

ย่อคำพิพากษา

เด็กที่ถูกควบคุมระหว่างพิจารณาคดีตามหมายของศาลซึ่งให้สถานพินิจควบคุมไว้นั้น มาตรา 16 (4) แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็ก พ.ศ. 2494 ซึ่งแก้ไขโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2506 มาตรา 6 ให้อำนาจสถานพินิจฯ ส่งตัวไปกักไว้ที่เรือนจำได้ โดยถือว่าอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจ เมื่อเด็กถูกพิพากษาลงโทษศาลจะคิดหักวันที่ถูกกักอยู่ในเรือนจำให้ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กฯ พ.ศ. 2494 ก็ได้ การที่สถานพินิจส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปกักไว้ที่เรือนจำในระหว่างพิจารณาคดีนั้น ไม่ใช่เป็นการกักและอบรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กฯ พ.ศ. 2494 มาตรา 31(1) ซึ่งให้กักและอบรมในสถานที่ที่ไม่ใช่เรือนจำ การที่ศาลเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวไปยังสถานฝึกและอบรมตามมาตรา 31(2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กฯ พ.ศ. 2494 ซึ่งแก้ไขโดยฉบับที่ 2 พ.ศ. 2506 มาตรา 9 ก็อยู่ในความหมายว่าได้พิพากษาลงโทษตามนัยมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กฯ พ.ศ. 2494 ซึ่งต้องตีความคำว่า "ลงโทษ" อย่างกว้าง ให้รวมถึงการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่เด็กและเยาวชนซึ่งกระทำความผิดด้วย เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 เด็กอายุไม่เกิน 14 ปี ไม่ต้องรับโทษอาญา ถ้าไม่ถือว่าการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นการลงโทษ ก็จะหักวันถูกควบคุมระหว่างพิจารณาคดีให้แก่เด็กดังกล่าวไม่ได้ เมื่อศาลคดีเด็กฯ พิพากษาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งสถานฝึกและอบรมอันเป็นการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 31 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กฯ แล้ว จะอุทธรณ์ขอให้เปลี่ยนแปลงดุลพินิจของศาลคดีเด็กฯ ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามมาตรา 27 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กฯ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.74 ประมวลกฎหมายอาญา ม.76 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.284 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม.27 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม.29 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม.31 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม.16 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ.2494 ม.27

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก ๕ คน ซึ่งแยกไปฟ้องที่ศาลทหารกรุงเทพ (ศาลอาญา) ได้ร่วมกระทำผิด คือทำการฉุดคร่าพานางสาวเตือนใจไปเพื่อการอนาจารและข่มขืนกระทำชำเราโดยผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง นางสาวเตือนใจขัดขวาง จำเลยกับพวกใช้กรรไกรและมีดแทงนางสาวเตือนใจจนถึงแก่ความตาย และได้ปล้นเอาทรัพย์ของนางสาวเตือนใจไป จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดดังโจทก์ฟ้อง ให้ลงโทษกระทงหนังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๙ วางโทษประหารชีวิต ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕, ๗๖ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (๒) จำคุกคนละ ๑๖ ปี ลดรับสารภาพ คงจำคุก ๘ ปี เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปยังสถานฝึกและอบรมสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางมีกำหนดคนละ ๔ ปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กฯ พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๓๑ จำเลยถูกควบคุมมา ๔ ปีเศษแล้ว พอแก่เวลาที่ศาลกำหนดเพื่อความปลอดภัยแล้ว ไม่ปล่อยตัวจำเลยทั้งสองไป โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายและดุลพินิจของศาลเฉพาะจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ คดีถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลคดีเด็กฯ ใช้ดุลพินิจหักวันที่จำเลยถูกควบคุมตัวระหว่างพิจารณาคดีจากระยะเวลาที่ให้ส่งตัวไปยังสถานฝึกและอบรมภายหลังเปลี่ยนจากโทษจำคุกมาแล้วได้ แต่เห็นว่าศาลคดีเด็กฯ ลงโทษเบาไป พิพากษาแก้ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ เป็นส่งตัวไปยังสถานฝึกและอบรมสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางมีกำหนดไม่เกินกว่าเวลาที่จำเลยที่ ๑ มีอายุครบ ๒๔ ปี แล้ว ให้ส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปจำคุกไว้ในเรือนจำจนกว่าจะครบกำหนด ๘ ปี นับแต่วันถูกควบคุม จำเลยที่ ๑ ฎีกาคัดค้านว่า การที่สถานพินิจส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปกักไว้ที่เรือนจำในระหว่างพิจารณาคดี ก็ต้องถือว่าถูกควบคุมโดยสถานพินิจฯ และได้รับการฝึกและอบรมโดยตลอดมาแล้ว โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยโดยอ้างว่าจำเลยยังมิได้รับการฝึกและอบรมในสถานพินิจนั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งแก้ไขโดย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๖ มาตรา ๖ บัญญัติว่า ในระหว่างที่เด็กหรือเยาวชนอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจฯลฯ ให้ผู้อำนวยการสถานพินิจฯลฯ มีอำนาจดังต่อไปนี้ ฯลฯ (๔) ส่งเด็กหรือเยาวชนที่มีความประพฤติเหลือขออันจะเป็นภัยต่อเด็กหรือเยาวชนอื่นไปกักไว้ในสถานที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะหรือเรือนจำ มาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กฯ พ.ศ. ๒๔๙๔ บัญญัติว่า การที่เด็กหรือเยาวชน อยู่ในความควบคุมของสถานพินิจหรือสำนักงานของคณะกรรมการพินิจและคุ้มครองเด็กในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาคดี ก็ดี ในระหว่างตรวจร่างกายและจิตใจหรือรับการรักษาพยาบาลก็ดี ไม่ให้ถือว่าเป็นการควบคุมตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ถ้าเด็กหรือเยาวชนนั้นถูกพิพากษาลงโทษ ศาลจะคิดหักวันที่ต้องถูกควบคุมตัวในสถานพินิจหรือสำนักงานของคณะกรรมการพินิจและคุ้มครองเด็กให้ก็ได้" เห็นได้ว่า เด็กที่ถูกควบคุมระหว่างพิจารณาคดีตามหมายของศาลซึ่งให้สถานพินิจควบคุมไว้นั้น มาตรา ๑๖ (๔) ให้ได้อำนาจสถานพินิจที่จะส่งตัวไปกักไว้ที่เรือนจำ โดยถือว่าอยู่ในความควบคุมของสถานพินิจ เมื่อเด็กถูกพิพากษาลงโทษ ศาลจะคิดหักวันที่ถูกกักอยู่ในเรือนจำให้ตามมาตรา ๒๗ นอกจากนี้มาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กฯ พ.ศ. ๒๔๙๔ แก้ไขฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๖ มาตรา ๙ บัญญัติว่า "ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนดังต่อไปนี้แทนการลงโทษอาญา หรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยได้ คือ.- ๑. เปลี่ยนโทษจำคุกหรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยเฉพาะการกักกัน เป็นการกักและอบรม ซึ่งจะต้องกักและอบรมในสถานที่ที่มิใช่เรือนจำเป็นเวลาตามที่ศาลกำหนด แต่อย่าให้เกินกว่าเวลาที่ผู้นั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ๒. เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวไปยังโรงเรียนหรือสถานฝึกและอบรมเป็นเวลาตามที่ศาลกำหนด แต่อย่าให้เกินกว่าเวลาที่ผู้นั้นมีอายุครบ ๒๔ ปีบริบูรณ์ ฯลฯ การที่ศาลเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวไปยังสถานฝึกและอบรมตามมาตรา ๓๑ (๒) ก็อยู่ในความหมายว่าได้พิพากษาลงโทษตามนัยมาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งต้องตีความคำว่า "ลงโทษ" อย่างกว้างให้รวมถึงการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่เด็กหรือเยาวชนซึ่งกระทำความผิดด้วย เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๔ เด็กอายุไม่เกินสิบสี่ปีไม่ต้องรับโทษอาญา ถ้าไม่ถือว่าการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นการลงโทษ ก็จะหักวันครบกำหนดควบคุมระหว่างพิจารณาคดีให้แก่เด็กดังกล่าวมิได้ ฉะนั้น สถานพินิจฯ จึงมีอำนาจที่จะส่งตัวจำเลยที่ ๑ ไปกักไว้ที่เรือนจำในระหว่างพิจารณาคดีได้ และพึงเห็นได้ว่า กรณีเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการกักและอบรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กฯ พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๓๑ (๑) ซึ่งให้กักกันและอบรมในสถานที่ที่มิใช้เรือนจำ การคิดหักวันที่จำเลยถูกกักอยู่ที่เรือนจำระหว่างพิจารณาคดี ก็ต้องคิดหักจากระยะเวลาที่ศาลพิพากษาให้ส่งไปยังสถานฝึกและอบรมภายหลังเปลี่ยนจากโทษจำคุกแล้วจะหักจากกำหนดโทษจำคุกก่อนเปลี่ยนนั้นหาได้ไม่ เพราะกำหนดโทษจำคุกนั้นไม่ใช่โทษที่ลงแก่จำเลยตามคำพิพากษา ที่ศาลคดีเด็กฯ เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปยังสถานที่ฝึกและอบรมฯ และเห็นว่า จำเลยถูกควบคุมมาพอแก่เวลาที่ศาลกำหนดเพื่อความปลอดภัยแล้ว ให้ปล่อยตัวจำเลยไปนั้น ย่อมทำได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมา อย่างไรก็ตาม มาตรา ๒๗ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กฯ พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๐๖ มาตรา ๗ บัญญัติว่า "คดีที่ศาลคดีเด็กและเยาวชนได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วนั้น ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้เหมือนอย่างคดีธรรมดาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความ เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ ฯลฯ (๒) ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา ๓๑ เว้นแต่ในกรณีที่การใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนนั้นเป็นการพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กและเยาวชนนั้นไปเพื่อการกักและอบรมมีกำหนดเวลากักและอบรมเกิน ๓ ปี ฯลฯ ฉะนั้น เมื่อศาลคดีเด็กฯ เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งสถานฝึกและอบรม อันเป็นการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา ๓๑ (๒) แล้วจะอุทธรณ์ขอให้เปลี่ยนแปลงดุลพินิจหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามมาตรา ๒๗ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจที่จะแก้ดุลพินิจของศาลคดีเด็กฯ ฎีกาจำเลยฟังขึ้น ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2510 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายป้อมหรือพิศิษฐ คงคะสุทธิที่ 1 นายเตี้ยหรือปรีชา ค้าดี ที่ 2 ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · ล. - นายป้อมหรือพิศิษฐ คงคะสุทธิที่ 1 นายเตี้ยหรือปรีชา ค้าดี ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โพยม เลขยานนท์ · ยง เหลืองรังษี · เพรียง โรจนรัส
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง - นายฉันท์ วรวิทย์สัตถญาณ · ศาลอุทธรณ์ - นายวงษ์ วีระพงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 959/2531ฎีกา 3343/2534ฎีกา 958/2518ฎีกา 1837/2531ฎีกา 6083/2546ฎีกา 2246/2520ฎีกา 974-975/2554ฎีกา 1597/2532ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1514/2532ฎีกา 1161/2508ฎีกา 95/2532ฎีกา 5165/2548ฎีกา 1672/2569ฎีกา 19406/2555ฎีกา 2084/2531ฎีกา 2375/2541ฎีกา 619/2513ฎีกา 1906/2520ฎีกา 2217/2556ฎีกา 1162/2508ฎีกา 4049/2536ฎีกา 2740/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา