คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 747/2510
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การชำระหนี้ที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสาร สามารถพิสูจน์ได้ด้วยคำพยานบุคคล และการชำระหนี้แก่ผู้รับมอบอำนาจให้รับชำระหนี้แทน ถือเป็นการชำระหนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
บทบัญญัติมาตรา 326 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่า "บุคคลผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับใบเสร็จเป็นสำคัญจากผู้รับชำระหนี้ ฯลฯ" เป็นบทบัญญัติที่เพียงแต่ให้สิทธิ์แก่ผู้ชำระหนี้ในอันที่จะเรียกร้องให้ผู้รับชำระหนี้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ให้แก่ตนเท่านั้น มิได้หมายความเลยไปถึงว่า หากไม่มีหลักฐานเช่นที่บัญญัติไว้นั้นแล้ว ผู้ชำระหนี้จะพิสูจน์ถึงการชำระหนี้ไม่ได้
เมื่อการชำระหนี้ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ศาลก็ย่อมรับฟังคำพยานบุคคลที่ผู้ชำระหนี้นำสืบถึงการชำระหนี้นั้นได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามอบอำนาจให้ภริยารับเงินจากศาลแทนตัวได้ ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชำระหนี้นั้นต่อภริยาเจ้าหนี้ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ ถือว่าเป็นการชำระหนี้แก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงชอบด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 315
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้เดิมศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดทรัพย์จำเลย ก่อนวันขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยว่าจำเลยนำเงินชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ศาลสั่งถอนการยึด
ต่อมาอีก ๕ ปีเศษ โจทก์ยื่นคำขอให้ยึดทรัพย์จำเลยอีกโดยว่าระหว่างยึดทรัพย์ครั้งก่อน โจทก์ต้องจำคุก โจทก์ไม่ได้รับเงิน การชำระหนี้ต่อทนายโจทก์ไม่ชอบเพราะผิดตัวเจ้าหนี้
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่า จำเลยได้ชำระเงินให้ภริยาโจทก์แล้ว ให้ยกคำขอ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังว่าจำเลยได้ชำระหนี้แก่ภริยาโจทก์แล้ว และเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา ๓๒๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่า "บุคคลผู้ชำระหนี้ชอบที่จะได้รับใบเสร็จเป็นสำคัญจากผู้รับชำระหนี้ ฯลฯ" เป็นบทบัญญัติที่เพียงแต่ให้สิทธิ์แก่ผู้ชำระหนี้ในอันที่จะเรียกร้องให้ผู้รับชำระหนี้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ระบุไว้ให้แก่ตนเท่านั้น มิได้มีความหมายเลยไปถึงว่า หากไม่มีหลักฐานเช่นที่บัญญัติไว้นั้นแล้ว ผู้ชำระหนี้จะพิสูจน์ถึงการชำระหนี้ไม่ได้เสียเลย และเมื่อการชำระหนี้ในคดีนี้ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ศาลก็ย่อมรับฟังคำพยานบุคคลที่จำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้ได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ และศาลเห็นว่าโจทก์มอบอำนาจให้ภริยาโจทก์รับเงินไปจากศาลแทนตัวโจทก์ด้วย การมอบอำนาจให้รับเงินแทนโจทก์นี้ คือมอบอำนาจให้รับเงินที่ชำระหนี้ตามคำพิพากษานั่นเอง เมื่อจำเลยชำระหนี้ให้ภริยาโจทก์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เรียกได้ว่าเป็นการชำระหนี้แก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระแทนโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงชอบด้วยนัยมาตรา ๓๑๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 747/2510
นายสมัคร์ นำผล โจทก์
นายใช้เฮง หรือ บุญเพิ่ม ประเสริฐศรี ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสมัคร์ นำผล · ล. - นายใช้เฮง หรือ บุญเพิ่ม ประเสริฐศรี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ลออง จุลกะเศียน · ชิต บุณยประภัศร · แถม สิริสาลี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสงขลา - นายบัญญัติ สุชีวะ · ศาลอุทธรณ์ - นายบรรจบ เสาวรรณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา