⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1204/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1204/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ค่าเสียหายฐานละเมิดที่เกิดจากการปิดทางภารจำยอมติดต่อกันตลอดมา จะขาดอายุความเฉพาะส่วนที่เกินกว่าหนึ่งปีก่อนวันฟ้องเท่านั้น * การปิดกั้นทางภารจำยอมโดยเจตนา ถือเป็นการละเมิดที่ผู้กระทำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แม้ผู้เสียหายจะไม่อาจนำสืบค่าเสียหายเป็นจำนวนแน่นอนได้ ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการละเมิด * การใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินของผู้อื่นเพื่อประโยชน์ในการค้าเป็นระยะเวลาติดต่อกันเกินกว่าสิบปี ย่อมทำให้เกิดภารจำยอมโดยอายุความได้

ย่อคำพิพากษา

ค่าเสียหายฐานทำละเมิดปิดทางภารจำยอมติดต่อกันตลอดมาคงขาดอายุความเฉพาะส่วนที่เกินหนึ่งปีก่อนฟ้อง เมื่อจำเลยจงใจทำผิดกฎหมายโดยแกล้งปิดทาง เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายย่อมเป็นผู้ทำละเมิด และจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แม้โจทก์นำสืบถึงค่าเสียหายเป็นจำนวนแน่นอนไม่ได้ ศาลก็อาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด โจทก์ใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินจำเลยสำหรับล้อเกวียนบรรทุกข้าวเข้าออกระหว่างโรงสีโจทก์ (ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโจทก์)กับทางสาธารณประโยชน์ตลอดมากว่า 10 ปี ทางพิพาทย่อมตกเป็นภารจำยอมโดยทางอายุความ แม้เพื่อประโยชน์การค้าก็ไม่มีกฎหมายจำกัด ว่าจะเป็นภารจำยอมไม่ได้ คำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมนั้นไม่ใช่คำฟ้อง แต่เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้หมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความแล้ว บุคคลภายนอกก็ย่อมเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3) แม้มิได้เป็นคู่ความตามคำฟ้องมาแต่แรก ศาลก็มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยร่วมนั้นเสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1387 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1390 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1401

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโจทก์ตกอยู่ในที่ล้อม แต่มีทางพิพาทไปออกทางสาธารณะมาตั้งแต่ครั้งเจ้าของเดิม เมื่อ ๑๐ ปีเศษมานี้โจทก์ตั้งโรงสีข้าวในที่ดินของโจทก์ โจทก์กับชาวนาและลูกค้าได้ใช้ทางพิพาทเป็นทางขนข้าวระหว่างโรงสีกับทางสาธารณะ โดยใช้พาหนะเกวียนล้อ และใช้เป็นที่พักเกวียน ไม่มีผู้ใดหวงแหนขัดขวางทางพิพาทจึงตกเป็นทางภารจำยอมและทางจำเป็น เมื่อกลางเดือนธันวาคม๒๕๐๔ นายเปรื่องกับจำเลยได้ใช้เรียวหนามไผ่ล้อมปิดกั้นทางพิพาทเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๕ นายเปรื่องกับจำเลยและบริวารได้ล้อมรั้วปิดกั้นทางพิพาทเสียหมดสิ้น ต่อมายังได้ช่วยกันเสริมให้แน่นหนาขึ้นอีก ทำให้โจทก์และประชาชนใช้ทางพิพาทไม่ได้ โจทก์ขาดประโยชน์จากการรับจ้างสีข้าว คิดเป็นค่าเสียหายวันละ ๒๐๐ บาทขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมและจำเป็น ให้จำเลยรื้อรั้วใช้ค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะหลายทาง โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นครั้งคราวในฐานะอาศัยและถือวิสาสะ นายเปรื่อง จำเลยและบริวารไม่เคยปิดทางพิพาท แต่นายเปรื่องทำรั้วปิดทางเดินป้องกันต้นผลอาสิน และทำทางใหม่ให้แทนที่โจทก์ขาดประโยชน์ไม่ได้รับจ้างสีข้าว เนื่องจากโจทก์และบุตรถูกขังในคดีที่ต้องหาว่าฆ่านายเปรื่องตาย กับตัดฟ้องว่า จำเลยไม่ได้เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเปรื่อง ไม่ได้เป็นผู้รับมรดก ไม่ได้เป็นเจ้าของที่พิพาทโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คดีขาดอายุความ โจทก์อ้างทางพิพาทเป็นภารจำยอมเพื่อประโยชน์การค้าไม่ได้ และเรียกร้องให้ขยายภารจำยอมเพิ่มไม่ได้ โจทก์ร้องขอให้เรียกนายจำนงค์ จันทะเอ บุตรนายเปรื่องผู้รับมรดกที่ดิน เป็นจำเลยร่วม ศาลอนุญาต จำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกับจำเลย และต่อสู้ว่า ภารจำยอมที่โจทก์อ้างยังมิได้จดทะเบียน ใช้บังคับนายเปรื่องและจำเลยผู้ได้กรรมสิทธิ์ทางทะเบียนและเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตไม่ได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยและจำเลยร่วมในฐานะผู้รับมรดก ขาดอายุความ จำเลยมิได้ยกอายุความละเมิดขึ้นสู้ ทางพิพาทเป็นภารจำยอมกว้าง ๒ วา ๒ ศอก โจทก์ได้สิทธิมาก่อนนายเปรื่องกับจำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน ภารจำยอมย่อมติดที่ดินโดยไม่ต้องจดทะเบียน แม้นายเปรื่องกับจำเลยจะซื้อที่ดินโดยสุจริตโจทก์ก็ใช้ภารจำยอมยันได้ พิพากษาให้จำเลยร่วม ผู้รับมรดกนายเปรื่องเปิดทางพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ๗,๐๐๐ บาท และนับแต่วันฟ้องเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท เป็นส่วนตัว กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความ โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ๑๒,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย และใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๑,๒๐๐ บาทนับแต่วันฟ้อง กับให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ โจทก์จำเลยทั้งสองฎีกา จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยได้ยกอายุความมรดกและอายุความละเมิดขึ้นสู้ไว้แล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดทั้งในฐานะส่วนตัวและผู้รับมรดก ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างให้จำเลยรับผิดเป็นส่วนตัวฐานผู้ร่วมทำละเมิด ปัญหาเรื่องคดีขาดอายุความมรดกหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความละเมิด ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้ร่วมกับนายเปรื่องปิดทางพิพาทตลอดมาจนศาลพิพากษาให้เปิด ดังนี้ แม้ตามคำให้การจำเลยจะถือว่า จำเลยได้ยกอายุความละเมิดขึ้นเป็นข้อต่อสู้ด้วยดังจำเลยฎีกา คดีโจทก์ก็ขาดอายุความเฉพาะค่าเสียหายส่วนที่เกินหนึ่งปีก่อนฟ้อง ซึ่งมีเพียง ๒๑ วัน นอกนั้นหาขาดอายุความด้วยไม่ เพราะการละเมิดนั้นยังคงมีอยู่และเป็นการละเมิดติดต่อกันตลอดมา ศาลฎีกาไม่เห็นควรเปลี่ยนแปลงค่าเสียหายที่โจทก์จะได้รับจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้ยกอายุความละเมิดขึ้นต่อสู้หรือไม่ ฎีกาของจำเลยข้อ ๒ ที่ว่า นางพันธ์จำเลยมิได้เป็นภริยานายเปรื่อง และมิได้ร่วมทำละเมิด จึงไม่ต้องรับผิดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างพิพากษาให้นางพันธ์จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายเป็นส่วนตัว ในฐานได้ร่วมทำละเมิด โจทก์มิได้ฎีกาให้จำเลยรับผิดในฐานะภริยาผู้รับมรดกนายเปรื่อง ดังนั้น นางพันธ์จำเลยจะเป็นภริยานายเปรื่องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่จำต้องวินิจฉัยแล้วศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นางพันธ์จำเลยที่ ๑ ได้ร่วมกับนายเปรื่องปิดทางพิพาทด้วย จึงต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อ ๓ ที่ว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์การค้าของโจทก์ สภาพที่ดินจึงไม่ใช่ลักษณะของภารจำยอมนั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้สร้างโรงสีรับจ้างสีข้าวและใช้ทางพิพาทสำหรับล้อเกวียนบรรทุกข้าวเข้าออกระหว่างโรงสีโจทก์กับทางสาธารณประโยชน์ตลอดมากว่า ๑๐ ปี ทางพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๐๑ ศาลฎีกาเห็นว่าอสังหาริมทรัพย์อันอาจต้องตกอยู่ในภารจำยอมก็เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น ตามแต่สิทธิที่จะได้มา ซึ่งอาจโดยการจดทะเบียนหรือโดยทางอายุความ ไม่มีข้อจำกัดว่า ถ้าเพื่อประโยชน์การค้าแล้วจะเป็นภารจำยอมไม่ได้ คดีนี้แม้โจทก์จะใช้ทางพิพาทเพื่อประโยชน์การค้า ก็ใช้มานาน จนได้สิทธิทางอายุความแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่โจทก์ฎีกาขอให้เปิดทางพิพาทกว้าง ๕ วา และ ๒ วา ๒ ศอกตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ทางพิพาทด้านติดที่ดินโจทก์กว้าง๕ วา และเรียวเล็กไปจนจดทางสาธารณะกว้าง ๒ วา ๒ ศอก ศาลล่างพิพากษาให้เปิดทางกว้าง ๒ วา ๒ ศอก ตลอดแนว เป็นการทำให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมเสื่อมไป ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๐ ฎีกาของจำเลยข้อ ๔ ที่ว่า โจทก์นำสืบถึงความเสียหายไม่ได้จึงไม่ควรได้รับชดใช้ค่าเสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อนางพันธ์จำเลยจงใจทำผิดกฎหมายโดยแกล้งปิดทางพิพาท เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ย่อมเป็นผู้ละเมิด และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๐ แม้โจทก์จะนำสืบถึงค่าเสียหายเป็นจำนวนแน่นอนไม่ได้ศาลก็อาจกำหนดให้ตามที่เห็นสมควร ข้อที่โจทก์ฎีกาขอค่าเสียหายเต็มตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้เป็นการสมควรแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายที่ว่า ตามคำฟ้องมิได้มีคำขอบังคับถึงจำเลยร่วม ส่วนคำขอบังคับในคำร้องขอให้เป็นจำเลยร่วม ก็ใช้บังคับแก่จำเลยร่วมไม่ได้ เพราะไม่ใช่คำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถือว่าโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยร่วม จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จริงอยู่ ตามคำฟ้องมิได้มีคำขอบังคับถึงจำเลยร่วม เพราะจำเลยร่วมไม่ได้ถูกฟ้องด้วย จำเลยจึงยังไม่ได้เป็นคู่ความ และที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายจำนงค์มาเป็นจำเลยร่วมคำร้องนี้ก็มิใช่คำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑(๓) เพราะเป็นแต่คำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยด้วยเท่านั้น ยังไม่มีผู้ใดเสนอข้อหาต่อศาลโดยสอดเข้ามาในคดีแต่ครั้นเมื่อศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้หมายเรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคู่ความแล้ว บุคคลภายนอกก็ย่อมเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๓) คดีนี้โจทก์ขอให้เรียกนายจำนงค์เข้ามาในคดีในฐานะเป็นจำเลยร่วม และศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอของโจทก์แล้ว นายจำนงค์จำเลยร่วมก็เป็นคู่ความในฐานะเป็นจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ และในที่สุดต้องแพ้คดีโจทก์ ศาลก็มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยร่วมต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ พิพากษาแก้ให้จำเลยร่วมเปิดทางพิพาทกว้างตามคำฟ้องของโจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1204/2511 นายหรั่ง เขียววงษ์ โจทก์ นางพันธ์ จันทะเอ ในฐานะส่วนตัวและผู้รับมรดกของ นายเปรื่อง จันทะเอ ผู้วายชนม์ จำเลย นายจำนงค์ จันทะเอ จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายหรั่ง เขียววงษ์ · ในฐานะส่วนตัวและผู้รับมรดกของ - นางพันธ์ จันทะเอ · จำเลย - นายเปรื่อง จันทะเอ ผู้วายชนม์ · จำเลยร่วม - นายจำนงค์ จันทะเอ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กิตติ สีหนนทน์ · แถม สิริสาลี · อาจิต ไชยาคำ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลพบุรี - นายล้วน นิลกำแหง · ศาลอุทธรณ์ - นายเสลา หัมพานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3467/2525ฎีกา 1010/2539ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 6560/2555ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 4415/2528ฎีกา 7335/2538ฎีกา 8119/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2962/2543ฎีกา 533/2521ฎีกา 4484/2536ฎีกา 10842/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา