⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1210/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้กล่าวอ้างว่ามีการให้การหรือเบิกความเท็จ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าข้อความนั้นเป็นเท็จจริง จึงจะลงโทษทางอาญาได้ และจำเลยสามารถนำสืบหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารใดๆ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ย่อคำพิพากษา

ถ้ามีการกล่าวอ้างว่า ข้อความใดที่เกิดจากการยื่นคำให้การก็ดี เกิดจากการเบิกความก็ดี ว่าเป็นความเท็จอันจะต้องรับโทษทางอาญาแล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ของฝ่ายที่กล่าวอ้าง จะต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้องว่าจำเลยให้การเท็จและเบิกความเท็จ หาไม่แล้วจะลงโทษทางอาญาไม่ได้ จำเลยย่อมนำสืบตามข้ออ้างของตน ซึ่งอาจเป็นการนำสืบหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเอกสารใดๆ ได้ทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้มีข้อจำกัดห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารในบางกรณีไว้ดังประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานแจ้งความเท็จและเบิกความเท็จขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 177 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรค 2 และมาตรา 84 นั้น ศาลอุทธรณ์ยกกฎหมาย 2 มาตรานี้ขึ้นกล่าวในคำพิพากษาแล้ววินิจฉัยว่า หมายความว่าให้ศาลพิจารณาสืบพยานค้นหาความจริงตามข้ออ้างของทั้ง 2 ฝ่ายแล้ววินิจฉัยว่าความจริงควรเป็นอย่างไรแล้วกล่าวต่อไปว่า แต่ก็มิได้หมายความว่าถ้าเชื่อว่าความจริงเป็นดังข้ออ้างของฝ่ายหนึ่งแล้ว ข้ออ้างของอีกฝ่ายหนึ่งจะตกเป็นความเท็จไปทีเดียวก็หาไม่ ดังนี้ ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยว่ายอมให้นำความเท็จมากล่าวต่อศาลได้ดังโจทก์ฎีกามาและถ้ามีการกล่าวอ้างว่าข้อความใดที่เกิดจากการยื่นคำให้การก็ดีเกิดจากการเบิกความก็ดีว่าเป็นความเท็จอันจะต้องรับโทษทางอาญาแล้วย่อมเป็นหน้าที่ของฝ่ายที่กล่าวอ้างจะต้องนำสืบให้ได้ความตามฟ้องว่าจำเลยให้การเท็จและเบิกความเท็จ หาไม่แล้วจะลงโทษทางอาญาไม่ได้โดยเฉพาะคดีนี้ จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด โจทก์จึงต้องนำสืบให้ได้ความว่าจำเลยได้นำเอาข้อความที่เป็นความเท็จมาทำเป็นคำให้การยื่นต่อศาลและเบิกความเท็จนั้นต่อศาล ทั้งนี้โดยเจตนาและประสงค์ต่อผลอันเกิดจากการเสนอความเท็จนั้นด้วย จึงจะมีความผิดตามฟ้องของโจทก์ ส่วนจำเลยก็ย่อมนำสืบตามข้ออ้างของตน ซึ่งอาจเป็นการนำสืบหักล้าง หรือเปลี่ยนแปลง หรือแก้ไขเอกสารใด ๆ ได้ทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหาได้มีข้อจำกัดห้ามมิให้นำสืบเปลี่ยนแปลง แก้ไข เอกสารในบางกรณีไว้ดังประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94ดุจโจทก์ฎีกามาไม่ พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1210/2511 นางบุญยงค์ ชื่นศิวา โจทก์ นายสวัสดิ์ โหตรภวานนท์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบุญยงค์ ชื่นศิวา · จำเลย - นายสวัสดิ์ โหตรภวานนท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พันธ์ นัยวิฑิต · วิเชียร เศวตรุนทร์ · เนิ่น กฤษณะเศรนี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 2135/2518ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1477/2500ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 1165/2537ฎีกา 848/2534ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1616/2522ฎีกา 5957/2530ฎีกา 674/2549ฎีกา 4974/2531ฎีกา 957-958/2525ฎีกา 293/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา