⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1673/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673/2511

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทุเลาการบังคับคดีสิ้นสุดลงเมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว การขอรับโฉนดที่ดินคืนอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง. เมื่อถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา มิฉะนั้นจะหมดสิทธิได้รับชำระหนี้. การวางโฉนดที่ดินเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีไม่ก่อให้เกิดบุริมสิทธิและไม่ทำให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามกฎหมายล้มละลาย.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ทุเลาการบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในระหว่างฎีกา โดยนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นประกัน เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว การทุเลาการบังคับคดีก็สิ้นสุดลง การที่จำเลยร้องขอรับโฉนดที่ดินคืน ย่อมอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง เมื่อจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แม้โจทก์จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ต้องยื่นคำรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หากไม่ยื่นย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ไม่เกี่ยวกับการที่ศาลจะสั่งปลดจากล้มละลายหรือไม่ การที่จำเลยนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีนั้นไม่ก่อให้เกิดบุริมสิทธิ และถือไม่ได้ว่าโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.231 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.287 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.289 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.302 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.251 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.253 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.747 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.6 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.27 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.77 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.95

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็ค ๔๐,๐๐๐ บาทจากจำเลย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้เงินตามฟ้อง จำเลยฎีกา และร้องขอทุเลาการบังคับคดี ศาลฎีกาสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี โดยให้จำเลยหาประกัน จำเลยได้นำโฉนดที่ดิน ๒ ฉบับ มาวางเป็นประกันต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืน และได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๙ คดีปรากฏว่า จำเลยได้ถูกนายสุวรรณ รัตนเมธานนท์ ฟ้องล้มละลายและศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๙จำเลยได้ขอประนอมหนี้และศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ ๑๕มีนาคม ๒๕๑๐ โดยมีเงื่อนไขในคำขอประนอมหนี้ข้อหนึ่งว่า นางมาลียอมชำระเงินจำนวนหนึ่งให้เพื่อแลกเปลี่ยนกับโฉนดที่ดิน ๒ ฉบับดังกล่าวและศาลได้มีคำสั่งปิดคดี จำเลยจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอรับโฉนดที่วางเป็นประกันเพื่อไปจัดการโอนให้แก่นางมาลี โดยกล่าวว่าโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หมดสิทธิที่จะบังคับคดีแล้ว โจทก์ค้านว่า จำเลยยังมีหน้าที่จะต้องชำระหนี้รายนี้ต่อศาลตามที่ทำสัญญาประกันไว้ ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์มิได้ขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด หนี้ต้องระงับจำเลยชอบที่จะขอรับโฉนดคืนได้ มีคำสั่งคืนโฉนดให้จำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาต่อมา ๑. โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งคืนโฉนด เพราะการที่ศาลชั้นต้นรับโฉนดไว้จากจำเลย เป็นการดำเนินการโดยคำสั่งของศาลฎีกา การที่จำเลยจะขอรับโฉนดคืน เป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลฎีกาสั่งให้ทุเลาการบังคับคดีไว้ระหว่างฎีกาเมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว การทุเลาการบังคับคดีก็สิ้นสุดลง ต่อจากนั้นเป็นอำนาจและหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะดำเนินการต่อไป เมื่อจำเลยมาขอรับโฉนดคืน ย่อมเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งโดยตรง ๒. โจทก์ฎีกาว่า ตามกฎหมายล้มละลาย เมื่อศาลยังมิได้สั่งให้ปลดการล้มละลาย เป็นแต่เพียงสั่งปิดคดีไว้ จำเลยยังไม่หลุดพ้นจากหนี้ จะคืนโฉนดให้จำเลยหาได้ไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งปลดจากการล้มละลาย กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา ๗๗ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายดังโจทก์ฎีกาจริง แต่เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้วโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา ๒๗และ ๙๑ แม้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา โจทก์ก็ย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้กรณีไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ศาลจะสั่งปลดจากการล้มละลาย ๓. โจทก์ฎีกาว่า หนี้ที่จำเลยผูกพันอยู่ตามคำพิพากษานี้เป็นหนี้บุริมสิทธิ เพราะได้มีการทำสัญญาประกันระหว่างศาลกับจำเลยหนี้ดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครอง ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยเอาโฉนดที่ดินมาเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับคดีนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดบุริมสิทธิแต่ประการใด และถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา ๖แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น เมื่อหนี้ของโจทก์เอาชำระไม่ได้ สัญญาค้ำประกันที่จำเลยทำไว้ต่อศาลย่อมสิ้นสุดลง เพราะไม่มีหนี้ที่จะค้ำประกันต่อไปอีก พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1673/2511 นายประสิทธิ์ ชูพินิจ โจทก์ นายสง่า วัชราภรณ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประสิทธิ์ ชูพินิจ · จำเลย - นายสง่า วัชราภรณ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศริ มลิลา · กิตติ สีหนนทน์ · เฉลิม ทัตภิรมย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสวัสดิ์ ภู่งาม · ศาลอุทธรณ์ - นายชลอ จามรมาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 770/2535ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 1536/2500ฎีกา 1022/2551ฎีกา 1776/2512ฎีกา 5531/2534ฎีกา 8080/2538ฎีกา 5272/2544ฎีกา 4851/2545ฎีกา 8735/2542ฎีกา 3745/2530ฎีกา 4041/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 3589/2525ฎีกา 8108/2542ฎีกา 7051/2540ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1808/2512ฎีกา 1413/2508ฎีกา 581/2502ฎีกา 1002/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา