⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2105/2511

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2511

ป.พ.พ. ม.107, 109, 456

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อทรัพย์สินตกเป็นส่วนควบของอสังหาริมทรัพย์แล้ว กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นย่อมตกเป็นของผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นไปด้วยโดยทันที โดยไม่จำต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แยกต่างหาก

ย่อคำพิพากษา

ผู้ร้องซื้อที่ดินซึ่งเรือนพิพาทปลูกอยู่เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2508 โดยทำนิติกรรมซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในครั้งนั้นจำเลยตั้งใจจะรื้อเรือนพิพาทไปปลูกที่อื่น จึงไม่ได้ขายเรือนพิพาทให้ผู้ร้องด้วย ครั้นต่อมาจำเลยไม่มีเงินจะรื้อถอน จึงได้ขายให้ผู้ร้องเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2508 ดังนี้ เรือนพิพาทตกเป็นส่วนควบของที่ดินของผู้ร้อง และตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องไปในตัวในทันทีที่ได้ทำสัญญาซื้อขายเรือนพิพาทกันหาจำต้องไปทำการโอนจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 ไม่ (อ้างฎีกาที่ 561/2488, 1124/2502)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.109 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.107 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.109 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์นำยึดเรือนหนึ่งหลัง ว่าเป็นของจำเลยลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ว่าเป็นของผู้ร้องและปลูกอยู่ในที่ดินของผู้ร้อง ผู้ร้องซื้อเรือนหลังนี้มาขอให้ปล่อยการยึด โจทก์คัดค้านว่า เรือนพิพาทเป็นของจำเลย ฯลฯ ศาลชั้นต้นให้ถอนการยึด โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่าผู้ร้องได้ซื้อเรือนพิพาทจากจำเลยจริง ส่วนข้อกฎหมายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องซื้อที่ดินซึ่งเรือนพิพาทปลูกอยู่เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๐๘ โดยทำนิติกรรมซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในครั้งนั้นจำเลยตั้งใจจะรื้อเรือนพิพาทไปปลูกที่อื่น จึงไม่ได้ขายเรือนพิพาทให้ผู้ร้องด้วย ต่อมาจำเลยไม่มีเงินจะรื้อถอน จึงได้ขายให้ผู้ร้องเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม๒๕๐๘ โดยทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันเอง ศาลฎีกาเห็นว่า เรือนพิพาทตกเป็นส่วนควบของที่ดินของผู้ร้องและตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องไปในตัวในทันทีที่ได้ทำสัญญาซื้อขายเรือนพิพาทกันกรณีเช่นนี้หาจำเป็นจะต้องไปทำการโอนจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๕๖ ไม่ (อ้างฎีกาที่๕๖๑/๒๔๘๘, ๑๑๒๔/๒๕๐๒) พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2511 นางแก้ว เมฆรา โจทก์ นายทองดี นันทกาญจน์ ที่ 1 นายสุพจน์ นันทกาญจน์ ที่ 2 จำเลย นางรำจวน ไชยวงศ์ ผู้ร้องขัดทรัพย์

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางแก้ว เมฆรา · จำเลย - นายทองดี นันทกาญจน์ ที่ 1 นายสุพจน์ นันทกาญจน์ ที่ 2 · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นางรำจวน ไชยวงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยง เหลืองรังษี · ปันโน สุขทรรศนีย์ · สว่าง ภูวะปัจฉิม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายวิชิต บุญถนอม · ศาลอุทธรณ์ - นายธำรง สุนทรกุล ณ ชลบุรี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 151/2532ฎีกา 3345/2525ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 360/2502ฎีกา 3375/2532ฎีกา 1090/2530ฎีกา 170/2497ฎีกา 1798/2506ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 10866/2546ฎีกา 231/2482ฎีกา 464/2497ฎีกา 5281/2540ฎีกา 1781/2509ฎีกา 1280/2492ฎีกา 1578/2493ฎีกา 6549/2542ฎีกา 558/2521ฎีกา 144/2549ฎีกา 6848/2540ฎีกา 3145/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา