⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1260/2512

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2512

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพาของที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษี เป็นความผิดคนละประเภทกับการนำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษี การริบทรัพย์ในความผิดฐานพาของดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักทั่วไปแห่งประมวลกฎหมายอาญา

ย่อคำพิพากษา

ศาลลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2499 มาตรา 4 (คือมาตรา 27) ฐานพาเอาของที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษี ด้วยการพาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั้น เป็นความผิดขึ้นใหม่อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละอย่างกับความผิดฐานนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2467 มาตรา 27 ซึ่งมีบัญญัติให้ลงโทษไว้แต่เดิม และมีมาตรา 32 เป็นบทบัญญัติให้ริบของกลางในความผิดฐานนั้น ฉะนั้น มาตรา 32 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ริบของกลางที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษีจึงมิใช่เป็นบทริบทรัพย์ในความผิดตามมาตรา 27 ทวิ เพราะเป็นความผิดคนละอย่าง การริบทรัพย์ตามมาตรา 27 ทวิมิได้มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร จึงอยู่ในบังคับแห่งหลักว่าด้วยการริบทรัพย์ทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 เมื่อการริบทรัพย์ในกรณีแห่งความผิดของจำเลยเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 แล้ว การขอคืนทรัพย์ของกลางในคดีนี้ผู้ร้องย่อมร้องขอคืนได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันคดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ด้วย คดีเดิมศาลพิพากษาให้ริบของกลางตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 32 และคดีถึงที่สุดไปแล้ว คำพิพากษาในคดีซึ่งมีอยู่แล้วแต่เดิมนั้นไม่ผูกพันผู้ร้อง ซึ่งผู้ร้องขอคืนของกลางเพราะเป็นคนภายนอก ศาลย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 15-16 และ 17/2512)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.36 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2497 ม.3 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ.2499 ม.4 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.27 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เดิมศาลจังหวัดหนองคายพิพากษาให้ลงโทษจำเลยและริบของกลาง รวมทั้งรถยนต์ที่ใช้เป็นพาหนะด้วย ตามพระราชบัญญัติศุลกากร ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีถึงที่สุด หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแต่ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ ผู้ร้องร้องว่ารถยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบเป็นของผู้ร้องให้จำเลยเช่าซื้อไป ผู้ร้องมิได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยเอาไปใช้ในการกระทำผิด การกระทำของจำเลยเป็นการผิดเงื่อนไขสัญญาเช่าซื้อ ผู้ร้องมีสิทธิยึดรถยนต์คืนได้ ขอให้ศาลสั่งคืนให้ผู้ร้อง โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องขอคืนเมื่อพ้น ๖๐ วันนับแต่เจ้าพนักงานยึดรถยนต์ของกลางไว้ รถยนต์ของกลางจึงตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ และพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นด้วยในการที่จำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้ในการกระทำผิดแต่มิได้ขอคืนภายในกำหนด ๖๐ วัน นับแต่วันที่รถยนต์ถูกยึด รถยนต์ของกลางจึงตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติศุลกากร ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยกระทำผิดฐานเป็นผู้ช่วยพาเอาของที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่เสียภาษี ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๔ คือ มาตรา ๒๗ ทวิ ของกลางในกรณีที่เป็นความผิดตามมาตรา๒๗ ทวิ นี้จะนำบทบัญญัติในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๙๖ มาใช้บังคับสำหรับการริบหรือไม่ริบไม่ได้ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๗๐/๒๕๑๐ ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต โจทก์ นายหยุน แซ่อ๋อ จำเลย) และจะนำมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับไม่ได้อีกด้วย การริบทรัพย์คือรถยนต์ของกลางในคดีนี้ย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ ซึ่งในคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นด้วยในการกระทำผิดของจำเลย รถยนต์ของกลางของผู้ร้องจึงไม่ใช่ทรัพย์อันจะพึงริบ พิพากษากลับคำสั่งพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนรถยนต์ของกลางให้ผู้ร้องไป โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ศาลลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ (คือมาตรา ๒๗ ทวิ) ฐานพาเอาของที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นของนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษีด้วยการพาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั้นซึ่งเป็นคนละอย่างกันกับความผิดฐานนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ซึ่งมีบัญญัติให้ลงโทษไว้แต่เดิม และมีมาตรา ๓๒ เป็นบทบัญญัติให้ริบของกลางในความ ฐานนั้น ฉะนั้นมาตรา ๓๒ ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ริบของกลางที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษี จึงมิใช่เป็นบทริบทรัพย์ในความผิดตามมาตรา ๒๗ ทวิ เพราะเป็นความผิดคนละอย่าง การริบทรัพย์ตามมาตรา ๒๗ ทวิมิได้มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร จึงอยู่ในบังคับแห่งหลักว่าด้วยการริบทรัพย์ทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ เมื่อการิบทรัพย์ในกรณีแห่งความผิดของจำเลยเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ แล้ว การขอคืนทรัพย์ของกลางในคดีนี้ผู้ร้องก็ย่อมร้องขอคืนได้ภายใน ๑ ปี นับแต่วันคดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ ด้วย และพิจารณาโดยที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า ในคดีเดิมศาลพิพากษาให้ริบของกลางตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๓๒ และคดีถึงที่สุดไปแล้ว คำพิพากษาในคดีซึ่งมีอยู่แล้วแต่เดิมนั้นไม่ผูกพันผู้ร้องซึ่งร้องขอคืนของกลางเพราะเป็นคนนอก ศาลย่อมมีอำนาจที่จะวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้ ในคดีนี้ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอคืนภายใน ๑ ปี นับแต่คดีถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖ และให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1260/2512 พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย โจทก์ นายดี โพธิ์ศรี ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฮียบหงวนมิลเลอร์ โดยนายกิตติ จึงสงวนพร สุข ผู้รับมอบอำนาจ ผูร้อง

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย · จึงสงวนพร - นายดี โพธิ์ศรี ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฮียบหงวนมิลเลอร์ โดยนายกิตติ · ผูร้อง - สุข ผู้รับมอบอำนาจ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พันธ์ นัยวิฑิต · วิเชียร เศวตรุนทร์ · วินัย ทองลงยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดหนองคาย - นายมาลินทร์ จั่นสัญชัย · ศาลอุทธรณ์ - นายชลอ จามารมาน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 795/2543ฎีกา 1721/2528ฎีกา 2660/2536ฎีกา 79/2501ฎีกา 651/2507ฎีกา 2057/2529ฎีกา 1554/2521ฎีกา 3219/2534ฎีกา 2920/2554ฎีกา 2437/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1251/2500ฎีกา 4549/2540ฎีกา 185/2566ฎีกา 531/2510ฎีกา 2345/2540ฎีกา 6911/2544ฎีกา 6868/2541ฎีกา 222/2468ฎีกา 1979/2521ฎีกา 3604/2533ฎีกา 4519/2544ฎีกา 1591/2495ฎีกา 560/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา