คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2512
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่สามีภรรยาตกลงยินยอมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรส ถือว่าเป็นการอนุญาตโดยปริยายให้ทำนิติกรรมนั้นๆ ได้ และนิติกรรมดังกล่าวย่อมผูกพันสินสมรส. การที่สามีภรรยาร่วมกันจำหน่ายสินสมรสโดยมีเจตนาให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ถือเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวและบังคับคดีเอาแก่สินสมรสนั้นได้.
ย่อคำพิพากษา
ผู้ร้องซึ่งเป็นสามีจำเลย รู้เห็นการกู้ยืมระหว่างโจทก์จำเลยและได้ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยขายบ้านพิพาทให้โจทก์เกี่ยวกับการที่จำเลยกู้ยืมจากโจทก์ ดังนี้ ถือเท่ากับว่าผู้ร้องอนุญาตให้จำเลยทำนิติกรรมกู้เงินโจทก์โดยปริยายแล้ว นิติกรรมการกู้ที่จำเลยทำไว้ต่อโจทก์จึงผูกพันสินบริคณห์ระหว่างจำเลยและผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิบอกล้าง การที่จำเลยร่วมมือกับผู้ร้องแกล้งจำหน่ายบ้านพิพาทให้ตกเป็นของผู้ร้องในการหย่ากันมิให้เป็นสินบริคณห์ต่อไป โดยรู้อยู่ว่าทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ เป็นการฉ้อฉลโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 327 โจทก์มีสิทธินำยึดบ้านพิพาทมาดำเนินการบังคับคดีเอาชำระหนี้โจทก์ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ผู้ร้องร้องว่า โจทก์นำยึดบ้านเลขที่ ๖/๓ ผู้ร้องเคยเป็นสามีจำเลยต่อมาได้ตกลงหย่าขาดกัน จดทะเบียนหย่าที่อำเภอตกลงให้บ้านพิพาทเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่เคยยินยอมให้จำเลยกู้เงินโจทก์ ขอให้สั่งเพิกถอนการยึด ฯลฯ
โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องกับจำเลยหย่ากันเป็นพิธี สมคบกันโกงเจ้าหนี้ ฯลฯ
ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องขัดทรัพย์
ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ปล่อยการยึด
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ในระหว่างที่จำเลยอยู่กินกับผู้ร้อง และฟังว่าผู้ร้องรู้เห็นการที่จำเลยกู้เงินโจทก์ไป และผู้ร้องได้ทำหนังสือยินยอมให้จำเลยขายบ้านพิพาทให้โจทก์เกี่ยวกับการกู้ยืมนี้ ถือได้เท่ากับเป็นการอนุญาตให้จำเลยทำนิติกรรมกู้เงินโจทก์โดยปริยายแล้ว นิติกรรมการกู้ที่จำเลยทำไว้ต่อโจทก์จึงผูกพันสินบริคณห์ระหว่างจำเลยและผู้ร้อง ผู้ร้องไม่มีสิทธิบอกล้าง การที่จำเลยร่วมมือกับผู้ร้องแกล้งจำหน่ายบ้านพิพาทให้ตกเป็นของผู้ร้องในการหย่ากัน มิให้เป็นสินบริคณห์ต่อไปโดยรู้อยู่ว่าทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ เป็นการฉ้อฉลโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ โจทก์มีสิทธินำยึดบ้านพิพาทมาดำเนินการบังคับคดีเอาชำระหนี้โจทก์ได้ ผู้ร้องจะร้องขอให้ปล่อยการยึดไม่ได้
พิพากษากลับ เป็นให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 436/2512
นางพัทยา ค้าเจริญ โจทก์
นางอุณณา ศรีแก้ว จำเลย
นายพยุง ศรีแก้ว ผู้ร้องขัดทรัพย์
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางพัทยา ค้าเจริญ · จำเลย - นางอุณณา ศรีแก้ว · ผู้ร้องขัดทรัพย์ - นายพยุง ศรีแก้ว |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เสลา หัมพานนท์ · ศริ มลิลา · เฉลิม ทัตภิรมย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสวัสดิ์ สุขศรีวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุมิตร ฟักทองพรรณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา