คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1274/2513
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำความเท็จมาฟ้องคดีแพ่งหรือการยื่นคำให้การอันเป็นเท็จในคดีแพ่ง ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และการแถลงข้อความอันเป็นเท็จต่อศาลในคดีแพ่งโดยมิได้มีวัตถุประสงค์จะใช้เป็นพยานหลักฐาน ก็ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งให้พนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267
ย่อคำพิพากษา
การเอาความเท็จมาฟ้องในคดีแพ่งหรือการที่จำเลยในคดีแพ่งยื่นคำให้การเป็นเท็จ ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เพราะมิได้เป็นการแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน และการที่โจทก์หรือจำเลยในคดีแพ่งแถลงให้ศาลจดข้อความอันเป็นเท็จลงในสำนวนคดีแพ่งโดยมิได้มีวัตถุประสงค์จะใช้ข้อความนั้นเป็นพยานหลักฐานก็หาเป็นความผิดฐานแจ้งให้พนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง ๔ สมคบกันกระทำผิดอาญาต่อโจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ได้ยื่นฟ้องขับไล่จำเลยที่ ๔ ในคดีแพ่งให้จำเลยที่ ๔ ออกจากที่ดินพิพาทโดยให้รื้อถอนบ้านเลขที่ ๒๐๕ ซึ่งเป็นของโจทก์ (นายประทิน) ออกไปจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๔ ให้การรับตามฟ้อง ต่อมาจำเลยทั้ง ๔ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าจำเลยที่ ๔ และบริวารยอมรื้อถอนบ้านเลขที่ ๒๐๕ ออกจากที่พิพาท ศาลพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยที่ ๔ แถลงต่อศาลและศาลจดว่า โจทก์อยู่บ้านดังกล่าวโดยอาศัยจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ จึงยื่นคำร้องต่อศาลให้ออกหมายจับโจทก์มาบังคับตามคำพิพากษา คำฟ้อง คำให้การและคำแถลงของจำเลยล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น เพราะบ้านเลขที่ ๒๐๕ เป็นของโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหายต้องถูกขังเรือนจำ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๘๔, ๑๓๗ และ ๒๖๗
ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยตามที่บรรยายมาในฟ้องไม่เป็นความผิดตามฟ้อง จึงไม่ประทับฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องไม่เป็นความผิดตามฟ้อง และในกรณีเช่นนี้ ควรพิจารณายกฟ้อง มิใช่สั่งไม่ประทับฟ้อง แต่ในเมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ในข้อนี้ จึงพิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องความกับการแจ้งความต่อเจ้าพักงานเป็นการกระทำคนละประเภท การฟ้องความเป็นวิธีดำเนินการตามกระบวนวิธีพิจารณาความ ไม่ใช่เป็นการแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ คำให้การที่จำเลยยื่นต่อศาลก็เป็นวิธีดำเนินการตามกระบวนพิจารณาความเช่นกัน หาใช่เป็นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานไม่ ส่วนที่โจทก์หรือจำเลยในดคีแพ่งแถลงให้ศาลจดข้อความอันเป็นเท็จในรายงานพิจารณานั้น จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๖๗ ผู้ที่แจ้งให้เจ้าพนักงานทำเช่นนั้น ต้องมีวัตถุที่ประสงค์จะใช้เป็นพยานหลักฐาน แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยแถลงต่อศาลในการดำเนินคดีเพื่อให้ศาลจับกุมโจทก์ซึ่งเป็นบริวารจำเลยที่ ๔ มาปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลเท่านั้น ที่ศาลจดถ้อยคำแถลงไว้ในรายงานพิจารณานั้น หาใช่เป็นเอกสารที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานตามความหมายแห่งมาตรานี้ไม่ เป็นแต่เพียงคำกล่าวอ้างซึ่งโจทก์มีสิทธิที่จะคัดค้านได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1274/2513
นายประทิน มีไมตรี โจทก์
นางประภา จิรวงศ์ ที่ 1 นางศุภนิธิ อุไรไพรวัน ที่ 2 นายเสริม อุรไพรวัน ที่ 3
นายวิมล จำลองรัตน์ ที่ 4 ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายประทิน มีไมตรี · 3 - นางประภา จิรวงศ์ ที่ 1 นางศุภนิธิ อุไรไพรวัน ที่ 2 นายเสริม อุรไพรวัน ที่ · ล. - นายวิมล จำลองรัตน์ ที่ 4 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ศริ มลิลา · สว่าง ภูวะปัจฉิม · ฉัตร รัตนทัศนีย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายชูเชิด รักตะบุตร · ศาลอุทธรณ์ - นายธำรง สุนทรกุล ณ ชลบุรี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา