คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2557
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การลงลายมือชื่อแทนกันในเอกสารจะสมบูรณ์ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจ หรือได้รับมอบอำนาจตามกฎหมาย แม้จะได้รับความยินยอมจากเจ้าของลายมือชื่อหรือคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ ก็ไม่ทำให้การลงลายมือชื่อแทนกันนั้นสมบูรณ์ การกระทำดังกล่าวอาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร หากการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน.
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ล. ไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้ ล.จะอนุญาตหรือให้ความยินยอม และเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำบันทึกแนะนำให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ล. ก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ล. ในเอกสารหมาย จ. 2 ถึง จ. 4 จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร แต่ในความผิดฐานแจ้งความเท็จและความผิดฐานปลอมเอกสารนี้จะต้องได้ความด้วยว่าอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่ เมื่อได้ความจากโจทก์ร่วมว่าโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อโอนลอยในคำร้องโอนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะนำเอกสารดังกล่าวไปกรอกข้อความอย่างไร แสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมพอใจในราคาค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าเสียมากกว่า หาใช่มีข้อตกลงโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเจาะจงแต่อย่างใดไม่ สอดคล้องกับที่ ส. เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสตึก พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับคำร้องโอนสิทธิการเช่าเบิกความว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่ ล. ทั้งใบเสร็จรับเงินค่าคำร้องโอนสิทธิการเช่าอาคารตามเอกสารหมาย จ. 5 ก็ระบุว่าได้รับเงินจาก ล. จากพฤติการณ์ดังกล่าวโจทก์ร่วมและเทศบาลตำบลสตึกไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จและฐานปลอมเอกสารตามฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 264, 265, 266, 267, 268
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นางดารารัตน์ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากเทศบาลตำบลสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ปี 2547 จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทตีใช้หนี้ให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2550 โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองไปโอนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าอาคารพิพาทที่สำนักงานเทศบาลตำบลสตึก โดยจำเลยที่ 2 ใช้ชื่อลัดดา และลงลายมือชื่อ ลัดดา พี่สาวของจำเลยที่ 2 ในช่องผู้รับโอนในคำร้องโอนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าอาคาร ในบันทึกตกลงการโอนสิทธิการเช่า และในช่องผู้เช่าในสัญญาเช่าอาคารหรือสิ่งก่อสร้าง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ ลัดดา ไม่มีกฎหมายให้อำนาจลงลายมือชื่อแทนกันได้ แม้นางลัดดา จะอนุญาตหรือให้ความยินยอม และเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำบันทึกแนะนำให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ นางลัดดา ก็ลงลายมือชื่อแทนกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อนางลัดดา ในเอกสาร จึงเป็นการลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร แต่ในความผิดฐานแจ้งความเท็จและความผิดฐานปลอมเอกสารนี้จะต้องได้ความด้วยว่าอยู่ในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่ เมื่อได้ความจากโจทก์ร่วมว่าโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อโอนลอยในคำร้องโอนสิทธิการเช่าสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะนำเอกสารดังกล่าวไปกรอกข้อความอย่างไร แสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมพอใจในราคาค่าตอบแทนการโอนสิทธิการเช่าเสียมากกว่า หาใช่มีข้อตกลงโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเจาะจงแต่อย่างใดไม่ สอดคล้องกับที่นางสุวรรณี เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลสตึก พยานโจทก์และโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับคำร้องโอนสิทธิการเช่าเบิกความว่า โจทก์ร่วมประสงค์จะโอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่นางลัดดา ทั้งใบเสร็จรับเงินค่าคำร้องโอนสิทธิการเช่าอาคารก็ระบุว่าได้รับเงินจากนางลัดดา จากพฤติการณ์ดังกล่าวโจทก์ร่วมและเทศบาลตำบลสตึกไม่อยู่ในฐานะที่จะอ้างว่าได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จและฐานปลอมเอกสารตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2557
พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์
นางดารารัตน์ อิงพงษ์พันธ์ โจทก์ร่วม
นางปิยะวรรณ จูปรางค์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ · โจทก์ร่วม - นางดารารัตน์ อิงพงษ์พันธ์ · จำเลย - นางปิยะวรรณ จูปรางค์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · ประทีป ดุลพินิจธรรมา · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายสุประวัติ สมดี · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสมเกียรติ คมสัตย์ธรรม |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.1726/2555 |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา