คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2513
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสั่งใช้วิธีการที่เบากว่าโทษจำคุกตามมาตรา 75 ประกอบมาตรา 74 ประมวลกฎหมายอาญา ต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการฎีกาขอให้เปลี่ยนจากวิธีการดังกล่าวมาเป็นการลงโทษและกำหนดโทษใหม่ ถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกา
ย่อคำพิพากษา
การที่ศาลพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมณสถานพินิจและคุ้มครองเด็กโดยอาศัยอำนาจตามความในบทบัญญัติมาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 74 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แม้มิใช่การพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ก็เป็นการสั่งใช้วิธีการที่เบากว่าโทษจำคุกจึงต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์เพียงแต่แก้กำหนดระยะเวลาที่จะให้จำเลยไปอยู่ฝึกและอบรม จำเลยกลับฎีกาอ้างเหตุมาว่า ถูกคุมขังในระหว่างอุทธรณ์มาเกินกำหนดระยะเวลาแล้ว ถือว่าเป็นการลงโทษและจำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษาแล้ว ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาว่า ขังมาพอกับโทษและให้ปล่อยตัวไป เช่นนี้เท่ากับจำเลยฎีกาคัดค้านดุลพินิจของศาลและขอให้เปลี่ยนจากใช้วิธีการที่เบากว่าโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาเป็นการลงโทษและกำหนดโทษใหม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร
จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานรับของโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๗ จำเลยอายุยังไม่เกิน ๑๗ ปี ยังไม่สมควรพิพากษาลงโทษ ให้ส่งตัวไปฝึกและอบรม ณ สถานฝึกและอบรมของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดนครราชสีมา จนกว่าจำเลยจะมีอายุครบ๑๘ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๗๔
จำเลยอุทธรณ์ขอให้สั่งเรียกบิดา มารดาหรือผู้ปกครองจำเลยมาว่ากล่าวตักเตือนให้ดูแลระวังหรือทำทัณฑ์บนไว้กับศาล งดส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรม
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นให้ส่งตัวไปฝึกอบรมมีกำหนด ๑ ปี
จำเลยฎีกาขอให้หักวันที่จำเลยต้องขังระหว่างอุทธรณ์เป็นเวลาเกิน ๑ ปี พอกับโทษตามคำพิพากษาแล้ว และขอให้ปล่อยตัวจำเลย
ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่าง หรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี ฯลฯ คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยมีความผิดฐานรับของโจร แต่ยังไม่สมควรพิพากษาลงโทษ จึงให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรม ณ สถานฝึกและอบรมสถานพินิจและคุ้มครองเด็กเป็นแต่ว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้กำหนดระยะเวลาที่ให้จำเลยไปอยู่ฝึกและอบรมจาก จนกว่าจำเลยจะมีอายุครบ ๑๘ ปีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาเป็นให้ไปอยู่ ๑ ปี การที่ศาลพิพากษาสั่งให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมณ สถานฝึกอบรมสถานพินิจและคุ้มครองเด็กโดยอาศัยอำนาจตามความในบทบัญญัติมาตรา ๗๕ ประกอบด้วยมาตรา ๗๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญาเช่นในคดีนี้ แม้มิใช่การพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ก็เป็นการสั่งใช้วิธีการที่เบากว่าโทษจำคุก จึงต้องอยู่ในบังคับแห่งมาตรา ๒๑๘ ดังกล่าวด้วยจำเลยฎีกาอ้างเหตุมาว่า จำเลยถูกคุมขังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์เกิน ๑ ปีแล้วจำเลยถือว่าเป็นการลงโทษและจำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษาแล้ว ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาว่า จำเลยขังมาพอกับโทษและให้ปล่อยตัวจำเลยเท่ากับจำเลยฎีกาคัดค้านดุลพินิจของศาล และขอให้เปลี่ยนจากใช้วิธีการที่เบากว่าโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาเป็นการลงโทษและกำหนดโทษเสียใหม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘
พิพากษายกฎีกาจำเลย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2513
พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์
นายสมุห์ นพตลุง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ · จำเลย - นายสมุห์ นพตลุง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | จำรูญ โชติรัต · แถม สิริสาลี · ชวน พูนคำ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายอัมพร เดชศิริ · ศาลอุทธรณ์ - นายรื่น วิไลชนม์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา