⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 971/2513

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 971/2513

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำสืบพยานบุคคลเพื่อแสดงว่าหนี้ตามสัญญาประธานไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ใช่เจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี สามารถทำได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยให้การว่าได้ทำสัญญากู้เงินตามสัญญากู้ที่โจทก์ฟ้องจริงจำเลยต่อสู้ว่าไม่ใช่เงินที่กู้กันตามธรรมดา หาก 2 สัญญาเช่ากับจำเลยโจทก์ชำระให้จำเลยมาบางส่วน โจทก์ให้จำเลยทำเป็นสัญญากู้ให้ไว้แทนการออกใบรับเงิน ทั้งนี้เพื่อประสงค์ว่า ถ้าจำเลยผู้ให้เช่าผิดนัดไม่ยอมทำสัญญาและจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ โจทก์จะได้ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้นี้คืนจากจำเลย แต่ถ้าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดไม่มาทำสัญญาเช่า โจทก์ยอมให้จำเลยริบเงินจำนวนนี้ได้ และโจทก์จะคืนสัญญากู้สองฉบับนี้ให้จำเลย ดังนี้ จำเลยย่อมนำสืบพยานบุคคลได้เพราะการนำสืบของจำเลยเป็นการนำสืบเพื่อแสดงว่าหนี้ตามสัญญากู้ในฟ้องไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ใช่เจตนาที่แท้จริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่กู้ไปจากโจทก์สองคราวรวมเงินต้นและดอกเบี้ย รวม ๓๗,๔๕๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การว่า การที่จำเลยทำสัญญากู้เงินให้โจทก์นั้นเนื่องมาจากจำเลยที่ ๑ ได้ให้โจทก์เช่าอาคาร โจทก์ได้ตกลงจะให้เงินสมณาคุณแก่จำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท ตกลงจะชำระให้เสร็จในวันทำสัญญาจดทะเบียนการเช่า ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๐๕ จำเลยที่ ๑ ขอรับเงินค่าสมณาคุณก่อน ๒๐,๐๐๐ บาท และวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๐๕ ได้ขอรับอีก ๑๒,๐๐๐ บาทการรับเงินทั้งสองครั้งนี้ตกลงกันให้จำเลยที่ ๑ ทำเป็นหนังสือสัญญากู้เป็นหลักฐานว่า ได้รับเงินไปจากโจทก์ โดยตกลงกันว่า ในวันทำสัญญาจดทะเบียนการเช่า โจทก์จะนำเงินค่าสมณาคุณที่ค้างอีก ๕๘,๐๐๐ บาทมาชำระให้จำเลยที่ ๑พร้อมกับคืนสัญญากู้ทั้งสองฉบับให้จำเลย ถ้าโจทก์ผิดนัดผิดสัญญา โจทก์ยอมให้จำเลยที่ ๑ ริบเงิน ๓๒,๐๐๐ บาทและโจทก์ยอมคืนหนังสือสัญญากู้ให้ถ้าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดผิดสัญญาไม่ยอมจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ยอมให้โจทก์เรียกร้องเงินตามสัญญากู้ได้พร้อมด้วยค่าเสียหาย ในการตกลงดังกล่าว โจทก์ได้ให้จำเลยที่ ๒ ลงชื่อเป็นผู้กู้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ด้วย จำเลยที่ ๑ ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ไปขอจดทะเบียนการเช่าอาคารให้โจทก์พร้อมกับโจทก์ที่ว่าการอำเภอ ในระหว่างประกาศขอจดทะเบียนการเช่าโจทก์ได้ขอร้องให้จำเลยที่ ๑ ลดเงินค่าสมณาคุณลง จำเลยที่ ๑ ไม่ยอม โจทก์จึงบิดพลิ้วไม่ไปจดทะเบียนการเช่าเมื่อครบกำหนดตามประกาศแล้ว โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์กลับหาว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิด จำเลยถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ มีสิทธิริบเงิน ๓๒,๐๐๐ บาทนี้ได้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ต้นเงินกู้พร้อมด้วยดอกเบี้ยในต้นเงินทั้งสองจำนวน ตั้งแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้โจทก์ จำเลยที่ ๑ ฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยให้การว่าได้ทำสัญญากู้เงินจำนวน ๓๒,๐๐๐ บาทตามสัญญากู้ที่โจทก์ฟ้องจริง จำเลยต่อสู้ว่าไม่ใช่เงินที่กู้กันตามธรรมดาหากแต่เป็นเงินกินเปล่าสำหรับการเช่าอาคารที่โจทก์ตกลงจะทำสัญญาเช่ากับโจทก์ โจทก์ชำระให้จำเลยบางส่วน โจทก์ให้จำเลยทำเป็นสัญญากู้ให้ไว้แทนการออกใบรับเงิน ทั้งนี้เพื่อประสงค์ว่า ถ้าจำเลยผู้ให้เช่าผิดนัดไม่ยอมทำสัญญาและจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ โจทก์จะได้ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้นี้คืนจากจำเลยได้ แต่ถ้าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัดไม่มาทำสัญญาเช่าโจทก์ยอมให้จำเลยริบเงินจำนวนนี้ได้ และโจทก์จะคืนสัญญากู้สองฉบับนี้ให้จำเลย ดังนี้ จำเลยย่อมนำสืบพยานบุคคลได้ เพราะการนำสืบของจำเลยเป็นการนำสืบเพื่อแสดงว่าหนี้ตามสัญญากู้ในฟ้องไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ใช่เจตนาที่แท้จริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๔ วรรคท้าย ศาลฎีกาเห็นว่า การเช่าอาคารน่าเชื่อว่าได้มีการเจรจากันมาก่อนแล้วโดยโจทก์ตกลงจะให้เงินกินเปล่าแก่จำเลยที่ ๑ ถึง ๙๐,๐๐๐ บาท และในช่วงเวลาที่ก่อนมีการจดทะเบียนการเช่าก็ปรากฏว่า ได้มีการทำสัญญากู้ว่าจำเลยที่ ๑ กู้เงินโจทก์ตามที่ฟ้อง พฤติการณ์ดังนี้ทำให้น่าเชื่อว่าการที่จำเลยที่ ๑ทำสัญญากู้ให้โจทก์ก็เนื่องจากการรับเงินค่ากินเปล่าล่วงหน้าเพื่อจดทะเบียนการเช่าตามที่ได้ตกลงกันไว้ดังที่จำเลยต่อสู้ เมื่อคดีเรื่องเช่าที่โจทก์หาว่าจำเลยผิดสัญญากลับได้ความว่าโจทก์เองเป็นฝ่ายผิด เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้นั้นฎีกาจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 971/2513 นายกีฮุน หรือกีฮุ้น แซ่ฉั่ว โจทก์ นายขจร โกฏเพ็ชร์ ที่ 1 นางทองอยู่ โกฏเพ็ชร์ ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายกีฮุน หรือกีฮุ้น แซ่ฉั่ว · จำเลย - นายขจร โกฏเพ็ชร์ ที่ 1 นางทองอยู่ โกฏเพ็ชร์ ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สว่าง ภูวะปัจฉิม · ศริ มลิลา · ฉัตร รัตนทัศนีย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชุมพร - นายวิทวัส อยู่วัฒนา · ศาลอุทธรณ์ - นายแสวง จินดานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 1561/2520ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 6801/2540ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 1550/2493ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 3649/2525ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 306/2506ฎีกา 2356/2534ฎีกา 6848/2540ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา