คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232/2514
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากโจทก์ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลให้ส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยภายในระยะเวลาที่กำหนด ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง
ย่อคำพิพากษา
เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นได้สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยภายใน 15 วัน ซึ่งทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งแล้วมิได้จัดการตามคำสั่งแต่อย่างใด จนเกินเวลาที่ศาลได้กำหนดไว้ ที่ทนายโจทก์อ้างว่าได้มอบเงินค่าส่งหมายให้คนรับใช้นำไปวางศาลแล้ว แต่คนรับใช้ยักยอกเอาเงินนั้นไป จะถือว่าโจทก์ได้จัดการตามหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้วหาได้ไม่ และถือได้ว่าโจทก์ได้ทิ้งฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๑๑ จำเลยที่ ๑ ขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่ ๑ รถจักรยานยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ขับขี่ได้ชนโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ ๒๐,๐๐๐ บาท
จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยที่ ๒รถจักรยานยนต์ที่ชนโจทก์ไม่ใช่รถของจำเลยที่ ๒ โจทก์วิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถที่จำเลยที่ ๑ ขับขี่ จำเลยที่ ๑ ห้ามล้อรถกระทันหัน เป็นเหตุให้โจทก์ชนรถมีบาดเจ็บเล็กน้อย
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ การที่รถชนโจทก์เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าสินไหมทดแทนโจทก์ ๑๘,๓๑๗ บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒
โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ โดยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๑๒ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ ๒ ภายใน ๑๕ วัน
ต่อมาวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๑๒ เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นรายงานศาลว่าโจทก์ได้ทราบคำสั่งศาลเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๑๒ ล่วงเลยมา ๒ เดือน ๔ วันแล้ว โจทก์มิได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ จึงสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์
โจทก์ฎีกาว่า ทนายโจทก์ได้มอบเงินค่าส่งหมายให้คนรับใช้ของทนายโจทก์เพื่อนำมาวางศาล แต่คนรับใช้ได้ยักยอกเงินจำนวนนี้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย ทนายโจทก์มิได้จงใจละทิ้งคดีแต่อย่างใด ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งไต่สวนและอนุญาตให้วางเงินค่าส่งหมายใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องซึ่งร่วมทั้งฟ้องอุทธรณ์ กฎหมายกำหนดให้เจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งสำเนาให้อีกฝ่ายหนึ่ง และให้โจทก์เป็นผู้มีหน้าที่จัดการนำส่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๗๐ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นได้สั่งให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ ๒ ภายใน ๑๕ วัน ซึ่งทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งแล้วก็มิได้จัดการตามคำสั่งศาลแต่อย่างใด ที่ทนายโจทก์อ้างว่าได้มอบเงินค่าส่งหมายให้คนรับใช้นำไปวางศาลแล้ว แต่คนรับใช้ยักยอกเอาเงินนั้นไป จะถือว่าโจทก์ได้จัดการตามหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้วหาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งชอบแล้วให้ยกฎีกาของโจทก์เสีย
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1232/2514
เด็กชายอำนาจ อิ่มสกุล โดยนายจันทร์ อิ่มสกุล บิดา ผู้แทนโดยชอบธรรม
นายสุทัศน์ มงคลรังสฤษฎ์ ที่ 1 นายมนต์ชัย นิมิตรพรชัย ที่ 2 จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้แทนโดยชอบธรรม - เด็กชายอำนาจ อิ่มสกุล โดยนายจันทร์ อิ่มสกุล บิดา · จำเลย - นายสุทัศน์ มงคลรังสฤษฎ์ ที่ 1 นายมนต์ชัย นิมิตรพรชัย ที่ 2 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ทองคำ จารุเหติ · ชวน พูนคำ · ประพนธ์ ศาตะมาน |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายแถม กุลนานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุมิตร ฟักทองพรรณ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา