⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2644-2645/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644-2645/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมไม่อยู่ในระหว่างแห่งการครอบครองตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่อาจใช้สิทธิครอบครองตามกฎหมายได้

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินที่ทางราชการสงวนไว้สำหรับใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1304(3) แม้ผู้เข้าครอบครองจะได้แจ้งการครอบครองไว้ ก็ไม่ทำให้สภาพของที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเปลี่ยนแปลงไป ผู้ครอบครองนำที่ดินดังกล่าวให้ผู้อื่นเช่า สัญญาเช่าตกเป็นโมฆะ ผู้ครอบครองไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่หรือเรียกค่าเช่าจากผู้เช่า

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษา สำนวนแรก โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินหนึ่งแปลง ได้ครอบครองมาเกินกว่า 10 ปี และได้แจ้งการครอบครองไว้แล้ว ทั้งมีสิทธิเป็นเจ้าของตามคำพิพากษาฎีกาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 226/2505 ด้วย จำเลยได้เช่าที่ดินของโจทก์แล้วไม่ชำระค่าเช่าโจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเช่า และให้จำเลยและบริวารรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปให้พ้นที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นของรัฐ จำเลยเข้าปลูกบ้านและครอบครองทำประโยชน์มาแต่ผู้เดียว จำเลยไม่เคยเช่าจากโจทก์สัญญาเช่าตามฟ้องเกิดขึ้นเพื่อลวงเจ้าหนี้ของจำเลยว่าเป็นที่ดินของโจทก์ จะได้ยึดเอาไปชำระหนี้ไม่ได้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ สำนวนหลัง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าหนึ่งแปลง จำเลยที่ 1 ได้เข้าแย่งสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวจากโจทก์ โดยอ้างว่าเช่าที่ดินจากจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รื้อบ้านออกไป และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้มาจากบุคคลอื่นและโดยคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 226/2505 โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินรายนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยสำนวนแรกชำระค่าเช่าที่ค้างให้โจทก์กับให้จำเลยและบริวารรื้อสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่พิพาท ส่วนสำนวนหลัง ให้ยกฟ้อง จำเลยสำนวนแรก และโจทก์สำนวนหลังอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรกส่วนสำนวนหลังพิพากษายืน โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา สำนวนแรก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นที่ที่ทางราชการสงวนไว้สำหรับใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน ย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้โจทก์จะได้แจ้งการครอบครองไว้ก็ไม่ทำให้สภาพของที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่แล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไป เมื่อโจทก์นำไปให้จำเลยเช่าสัญญาเช่าจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่ หรือเรียกค่าเช่าจากจำเลย สำนวนหลัง ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายครอบครองที่พิพาท มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าโจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2644 - 2645/2515 นายปลั่ง โพธิ์อ่อน โจทก์ นายวิเชาว์ เรือนเย็น จำเลย สิบเอกสมหมาย ปิ่นทอง โจทก์ สิบเอกสนิท เชี่ยวธัญญกิจ ที่ 1 นายปลั่ง โพธิ์อ่อน ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายปลั่ง โพธิ์อ่อน · จำเลย - นายวิเชาว์ เรือนเย็น · โจทก์ - สิบเอกสมหมาย ปิ่นทอง · จำเลย - สิบเอกสนิท เชี่ยวธัญญกิจ ที่ 1 นายปลั่ง โพธิ์อ่อน ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถนอม ครูไพศาล · เสถียร ลิมปิษเฐียร · แปลก คิงฆมานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 9188/2538ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา