⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2820/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2820/2515

ป.พ.พ. ม.349, 650, 653 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.94

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแปลงหนี้เดิมเป็นหนี้เงินกู้โดยทำเป็นสัญญากู้ยืมเงินนั้น สมบูรณ์บังคับกันได้ และหากมีหลักฐานเป็นหนังสือ การนำสืบถึงการใช้เงินต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว

ย่อคำพิพากษา

การกู้ยืมเงินกันนั้น ผู้กู้อาจยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงินหรืออาจนำหนี้สินอย่างอื่นมาแปลงเป็นหนี้เงินกู้ก็ได้ หาจำต้องมีการรับเงินกันเสมอไปไม่ จำเลยรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้ โดยจำนวนเงินในสัญญากู้เป็นหนี้ค่าเครื่องทำไฟซึ่งจำเลยค้างชำระโจทก์อยู่แม้จำเลยมิได้กู้เงินโจทก์ โจทก์จำเลยก็มีมูลหนี้ต่อกันจำเลยมิได้ต่อสู้ว่ามูลหนี้นั้นไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใด เมื่อมูลหนี้เดิมสมบูรณ์อยู่แล้วย่อมไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบหักล้างเอกสารสัญญากู้ได้ โจทก์จำเลยเอาหนี้ค่าเครื่องทำไฟมาทำเป็นสัญญากู้ สัญญากู้นั้นย่อมสมบูรณ์บังคับกันได้และผูกพันอย่างหนี้เงินกู้ เมื่อการกู้ยืมมีหลักฐานเป็นหนังสือ การนำสืบถึงการใช้เงินก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสองจำเลยจะขอสืบพยานบุคคลว่าได้ชำระเงินให้โจทก์แล้วหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.656

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.650 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไป ๖,๐๐๐ บาทแล้วไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ย จำเลยต่อสู้ว่า ไม่เคยกู้เงินโจทก์ แต่จำเลยค้างชำระค่าเครื่องทำไฟซึ่งซื้อจากโจทก์อยู่ ๖,๐๐๐ บาท และจำเลยได้ลงชื่อไว้ในสัญญากู้ เงินที่ค้างนั้นจำเลยได้ชำระให้โจทก์หมดแล้ว วันชี้สองสถาน จำเลยรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินตามสำเนาท้ายฟ้องให้โจทก์ไว้จริง แต่จำนวนเงินในสัญญากู้เป็นหนี้ค่าเครื่องทำไฟที่จำเลยค้างชำระอยู่ ต่อมาจำเลยได้ชำระเงินนั้นให้โจทก์หมดสิ้นแล้ว แต่ไม่มีหลักฐานการชำระหนี้เป็นหนังสือ และไม่ได้ทำลายสัญญากู้ โจทก์โต้แย้งว่า เป็นการกู้ยืมเงินคนละเรื่องกับเครื่องทำไฟเงินค่าเครื่องทำไฟจำเลยได้ชำระให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่เงินตามสัญญากู้นี้ยังมิได้ชำระให้โจทก์เลย ศาลชั้นต้นงดสืบพยาน พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน ๖,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๐๑จนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกู้ยืมเงินกันนั้น ผู้กู้อาจยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงิน หรืออาจนำหนี้สินอย่างอื่นมาแปลงเป็นหนี้เงินกู้ก็ได้หาจำต้องมีการรับเงินกันเสมอไปไม่ คดีนี้ จำเลยรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินตามสำเนาท้ายฟ้องให้โจทก์ไว้จริงโดยจำนวนเงินในสัญญากู้เป็นหนี้ค่าเครื่องทำไฟ ซึ่งจำเลยค้างชำระอยู่ ถึงหากจะฟังดังจำเลยให้การว่าจำเลยมิได้กู้เงินโจทก์ แต่เป็นหนี้ค่าเครื่องทำไฟ ก็แสดงว่าโจทก์จำเลยมีมูลหนี้ต่อกันจริง จำเลยมิได้ต่อสู้เลยว่ามูลหนี้นั้นไม่สมบูรณ์เพราะเหตุใดเมื่อมูลหนี้เดิมสมบูรณ์อยู่แล้ว ก็ย่อมไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบหักล้างเอกสารสัญญากู้ได้ การที่โจทก์จำเลยเอาหนี้ค่าเครื่องทำไฟมาทำเป็นสัญญากู้ตามสำเนาท้ายฟ้อง สัญญากู้นั้นย่อมสมบูรณ์บังคับกันได้และผูกพันกันอย่างหนี้เงินกู้ เมื่อการกู้ยืมมีหลักฐานเป็นหนังสือ การนำสืบถึงการใช้เงินก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ วรรค ๒ จำเลยจะขอสืบพยานบุคคลว่าได้ชำระเงินให้โจทก์แล้วหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธินำสืบถึงมูลหนี้เดิมได้และมีสิทธินำสืบถึงการชำระหนี้ได้ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะถ้ายอมให้สืบถึงมูลหนี้เดิมซึ่งสมบูรณ์อยู่แล้ว และสืบถึงการชำระหนี้ตามมูลหนี้เดิมได้โดยไม่คำนึงถึงสัญญากู้ ก็ย่อมไม่มีประโยชน์อย่างใดที่โจทก์จำเลยจะทำสัญญากู้ผูกพันกันไว้ เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญากู้ให้โจทก์ไว้โดยมีมูลหนี้และไม่อาจนำสืบถึงการชำระเงินได้ ข้อเท็จจริงก็ต้องฟังว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่ตามฟ้อง โดยไม่จำต้องพิจารณาสืบพยานต่อไปอีก ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นแต่เฉพาะดอกเบี้ยซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยนับแต่วันทำสัญญากู้นั้นตามสัญญาระบุว่าจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๑๑ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์พอใจไม่อุทธรณ์ โจทก์ย่อมมีสิทธิได้ดอกเบี้ยเพียงเท่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา พิพากษากลับเป็นให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2820/2515 นางสมใจ นิลธำรงค์ โจทก์ นายเหลี่ยม สบายยิ่ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมใจ นิลธำรงค์ · จำเลย - นายเหลี่ยม สบายยิ่ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สรรเสริญ ไกรจิตติ · เพรียบ หุตางกูร · รื่น วิไลชนม์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายกฤติพล จริงจิตร · ศาลอุทธรณ์ - นายสุวัฒน์ รัตรสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1112/2566ฎีกา 2542/2521ฎีกา 1549/2482ฎีกา 4643/2539ฎีกา 366/2506ฎีกา 820/2558ฎีกา 2021/2530ฎีกา 1496/2503ฎีกา 1290/2516ฎีกา 5829/2540ฎีกา 1586/2538ฎีกา 3553/2539ฎีกา 2391/2526ฎีกา 1510/2552ฎีกา 55/2494ฎีกา 196/2532ฎีกา 5326/2550ฎีกา 5433/2551ฎีกา 299/2477ฎีกา 609/2537ฎีกา 2521/2559ฎีกา 1867/2538ฎีกา 943/2520ฎีกา 882/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา