⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5433/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบุคคลภายนอก โดยบุคคลภายนอกรับชำระหนี้ทั้งหมดแทนลูกหนี้เดิม และเจ้าหนี้ไม่ติดใจเรียกร้องหนี้เดิมอีกต่อไป ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้เดิมให้ความยินยอมแล้ว หนี้เดิมจึงระงับไป

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยทั้งสองในการเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว โดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทจำนวน 14,683,970 บาท โดยบริษัทจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้งหมดให้แก่โจทก์ และไม่ติดใจจะเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ อีกต่อไป ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โดยลูกหนี้เก่าคือจำเลยทั้งสองให้ความยินยอมตาม ป.พ.พ. มาตรา 350 ดังนั้น หนี้เดิมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไปตามมาตรา 349 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.350

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 29,388,479.30 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 26,770,975 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติ จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน จากบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด โดยมีโจทก์เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยทั้งสองทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ตกลงให้โจทก์รับผิดชอบชำระหนี้ จำนวน 22,770,975 บาท แทนจำเลยทั้งสองให้แก่บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด และต่อมาโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด โดยโจทก์ตกลงชำระหนี้ให้แก่บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด เป็นเงิน 14,683,970 บาท และบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ ต่อไป คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้หรือไม่เพียงใด โจทก์มีนายสมโชค และนายอุทิศ เบิกความว่า โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเช่าซื้อจากบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ต่อมาจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์จึงไปตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด โดยตกลงจะชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 14,683,970 บาท และบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้ง 22 คัน ให้แก่โจทก์ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันของจำเลยทั้งสองในการเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 22 คัน ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าว โดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระหนี้ให้แก่บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด จำนวน 14,683,970 บาท โดยบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด จะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้งหมดให้แก่โจทก์ และไม่ติดใจจะเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ อีกต่อไป ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ โดยลูกหนี้เก่าคือจำเลยทั้งสองให้ความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 ดังนั้น หนี้เดิมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันจึงเป็นอันระงับไปตามมาตรา 349 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด อีกต่อไป และการที่โจทก์ได้รับรถยนต์บรรทุกทั้งหมดไปไว้ในการครอบครอง โดยบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้ตกลงซื้อรถยนต์บรรทุกจากบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด แล้ว ที่โจทก์อ้างว่ารถยนต์บรรทุกทั้งหมดเป็นซากรถที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เห็นว่า เป็นความพอใจของโจทก์เองในการทำสัญญา ข้อ 4 ที่ยอมรับมอบกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไขว่ารถยนต์จะอยู่ในสภาพใด ดังนั้นโจทก์จึงไม่อาจปฏิเสธเรื่องสภาพของรถยนต์บรรทุกที่รับคืนมา และที่โจทก์เรียกค่าติดตามรถยนต์คืนจากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 4,000,000 บาท นั้น เห็นว่า นายสมโชค ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความว่า บริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด เป็นผู้คืนซากรถยนต์บรรทุกทั้ง 22 คัน ให้แก่โจทก์ ดังนั้นผู้ติดตามรถยนต์บรรทุกทั้งหมดคือบริษัทเอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด มิใช่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ตามหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2551 บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจตน์สุวรรณก่อสร้าง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด เจตน์สุวรรณก่อสร้าง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล ทับเที่ยง · อิศเรศ ชัยรัตน์ · บุญส่ง โพธิ์พุทธชัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุนทร เฟื่องวิวัฒน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2872/2546

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5324/2542ฎีกา 2675/2548ฎีกา 2248/2524ฎีกา 5156/2542ฎีกา 1479/2539ฎีกา 6631/2568ฎีกา 621/2519ฎีกา 3833/2552ฎีกา 373/2474ฎีกา 1783/2551ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 878/2518ฎีกา 790/2497ฎีกา 1490/2538ฎีกา 9649/2555ฎีกา 650/2474ฎีกา 1084/2539ฎีกา 3209/2550ฎีกา 1896/2492ฎีกา 867/2523ฎีกา 3453/2529ฎีกา 5112/2552ฎีกา 522/2505ฎีกา 51/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา