⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1245/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1245/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความชำรุดบกพร่องตามมาตรา 601 หมายถึงความชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์ที่ส่งมอบแล้ว มิใช่การไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามสัญญา

ย่อคำพิพากษา

ความชำรุดบกพร่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 601 หมายความถึงความชำรุดบกพร่องซึ่งเกิดขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 598, 599 และ600. อันหมายถึงความชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์ที่ผู้รับจ้างส่งมอบให้กับผู้ว่าจ้างครบถ้วนแล้ว มิใช่หมายถึงการไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามสัญญา จำเลยไม่ส่งมอบลูกรังและทรายให้โจทก์ให้ครบถ้วนตามสัญญาจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ภายใน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 164

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.598 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.600 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.601

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จ้างเหมาจำเลยขุดขนลูกรังและทราย จำนวน๙,๙๕๐ ลูกบาศก์เมตร นำไปกองในทางหลวงฯ เป็นเงินค่าจ้าง ๑๓๙,๓๐๐ บาทกำหนดงานแล้วเสร็จภายในวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๑๐ ปรากฏตามสัญญาจ้างท้ายฟ้อง ซึ่งกำหนดความรับผิดไว้ว่า ถ้าผู้รับเหมามิได้ลงมือทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาฯ ผู้ว่าจ้างบอกเลิกสัญญาได้ และผู้รับจ้างยินยอมให้ปรับวันละ ๑๕๐ บาท จนกว่างานจ้างรายนี้จะแล้วเสร็จโดยการกระทำของตนเองหรือการกระทำของผู้รับจ้างคนใหม่ จำเลยมิได้ทำงานจ้างให้แล้วเสร็จตามสัญญาวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๑๑ โจทก์บอกเลิกสัญญา ขอให้จำเลยชำระเงินค่าปรับนับแต่วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๑๐ ถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๑๑ เป็นเงิน ๕๒,๘๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยได้ลงมือทำงานตามสัญญาจ้างไปบ้างแล้วหากแต่มีเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้น เพราะรถแทร็กเตอร์ ๓ คัน และรถบรรทุก ๒๐ คันที่ใช้งานอยู่ ถูกบริษัทสยามกลการ จำกัด ยึดไปโดยอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเช่าซื้อ และหารถอื่นมาแทนไม่ได้ จำเลยจึงไม่ผิดสัญญาโจทก์ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึง ๑๑ เดือน จึงบอกเลิกสัญญาซึ่งไม่เป็นธรรม หากจะต้องเสียค่าปรับก็ขอหักเงินประกันสัญญา ๖,๙๖๕ บาท และเงินค่าลูกรังที่นำมากองถมถนนแล้วอีก ๔๒,๐๐๐ บาท โจทก์มิได้ฟ้องภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๑๐ อันเป็นวันผิดสัญญา คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๖๐๑ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดการดำเนินกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ เหตุขัดข้องตามที่อ้างไม่ใช่เหตุสุดวิสัยจำเลยจึงเป็นผู้ผิดสัญญาต้องรับผิดชำระค่าปรับตั้งแต่วันครบกำหนดสัญญาถึงวันบอกเลิกสัญญา จำเลยหักเงินค่าประกันสัญญาและค่าลูกรังไม่ได้จำเลยชอบที่จะฟ้องแย้งเรียกเงินสองจำนวนนี้หรือฟ้องเป็นคดีใหม่ พิพากษาให้จำเลยใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาประการแรกว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาจ้างทำของ การที่จำเลยส่งมอบลูกรังและทรายไม่บริบูรณ์ก็คือการส่งมอบชำรุดบกพร่อง ซึ่งเป็นที่ปรากฏในวันสุดท้ายของอายุสัญญาคือ วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๑๐ ค่าเสียหายอันโจทก์พึงเรียกเพื่อความชำรุดบกพร่องคือเบี้ยปรับ โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกเบี้ยปรับเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๑๓ เกิน ๑ ปีนับแต่ความชำรุดบกพร่องปรากฏจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๐๑ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ความชำรุดบกพร่องตามมาตรา ๖๐๑ หมายความถึงความชำรุดบกพร่องอันเกิดขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราก่อน ๆ คือ มาตรา ๕๙๘, ๕๙๙และ ๖๐๐ อันหมายถึงความชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์ที่ผู้รับจ้างส่งมอบให้กับผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างครบถ้วนแล้ว หาใช่หมายถึงการไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามสัญญา ดังเช่นการส่งมอบลูกรังและทรายไม่ครบดังกรณีนี้ไม่ เมื่อจำเลยไม่ส่งมอบลูกรังและทรายให้โจทก์ให้ครบถ้วนตามสัญญา จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ภายใน ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ จำเลยฎีกาต่อไปว่า โจทก์ฟ้องเรียกเบี้ยปรับตั้งแต่วันถัดจากวันครบอายุสัญญา มิได้เรียกนับแต่วันเลิกสัญญา ตามสัญญาให้นับแต่วันเลิกสัญญาถึงวันแล้วเสร็จโดยการกระทำของลูกจ้างคนใหม่ และตามฟ้องไม่ปรากฏว่ามีผู้รับจ้างคนใหม่เข้ามาทำงานให้แล้วเสร็จไป ศาลต้องยกฟ้องจำเลยต่อสู้คดีด้วยว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่บอกเลิกสัญญาในทันทีและว่าจ้างผู้อื่นในเวลาอันสมควร ซึ่งจำเลยจะเสียค่าปรับไม่เกิน ๙,๐๐๐ บาทโจทก์เรียกค่าปรับสูงเกินส่วน จำเลยมีสิทธิหักหนี้ทั้งสองรายซึ่งยังจะต้องสืบพยานกันต่อไป ศาลฎีกาเห็นว่ามิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ จะยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1245/2516 กรมทางหลวง โจทก์ นายนิยม นพพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมทางหลวง · จำเลย - นายนิยม นพพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สงวน สิทธิไชย · สุธรรม วรรณแสง · ชลอ จามรมาน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายคำนึง อุไรรัตน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประถม วิเชียรเนตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 472/2526ฎีกา 685/2512ฎีกา 4082/2530ฎีกา 2647/2517ฎีกา 1457/2526ฎีกา 2384/2536ฎีกา 616-617/2524ฎีกา 2504/2523ฎีกา 1055/2492ฎีกา 2093/2532ฎีกา 1882/2518ฎีกา 2486/2552ฎีกา 1531/2526ฎีกา 884/2521ฎีกา 979/2498ฎีกา 3895/2534ฎีกา 192/2518ฎีกา 3662/2525ฎีกา 5594/2536ฎีกา 6468/2537ฎีกา 271/2511ฎีกา 939/2521ฎีกา 2768/2519ฎีกา 2750/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา