⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 199-200/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199-200/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจพิพากษาคดีที่เกี่ยวพันกันรวมกันได้ แม้โจทก์จะขอเพียงรวมการพิจารณา และเมื่อบทบัญญัติกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยยิ่งกว่าบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมภายหลัง ศาลต้องใช้บทบัญญัติเดิมบังคับแก่คดี.

ย่อคำพิพากษา

ในคดีเกี่ยวพันกัน อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันแม้โจทก์จะฟ้องจำเลยแต่ละสำนวนแต่ละฐานความผิด และโจทก์ร้องขอให้รวมการพิจารณาเข้าด้วยกันเท่านั้น ไม่ได้ขอให้รวมพิพากษา ศาลก็มีอำนาจพิพากษาคดีที่เกี่ยวพันกันนั้นรวมกันไปได้ ไม่เป็นการเกินคำขอ และเมื่อศาลสั่งรวมพิจารณาพิพากษาแล้ว ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป หรือจะลงโทษเฉพาะกระทงที่หนักที่สุดก็ได้ แม้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ประกาศ ณ วันที่ 21พฤศจิกายน พุทธศักราช 2514 ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในมาตรา 91แห่งประมวลกฎหมายอาญา. ให้ใช้ความใหม่แทนให้ศาลลงโทษผู้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ฯลฯ เมื่อบทบัญญัติในมาตรา 91 เดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยยิ่งกว่าประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 2 ต้องใช้มาตรา 91 เดิมบังคับแก่คดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 วรรคแรก อันเป็นบทบัญญัติให้ศาลต้องนำไปใช้บังคับ หาใช่เป็นเรื่องดุลพินิจไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.25 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดี ๒ สำนวนนี้ ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ฟ้องสำนวนแรกว่า จำเลยใช้มือชกต่อยและใช้ปากกัดนายสมบูรณ์ ประจักษ์แสงศิริได้รับอันตรายแก่กายถึงสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๗ และฟ้องสำนวนหลังว่า จำเลยลักทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดประจักษ์อุตสาหกรรม ๒ ซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของนายสมบูรณ์ไปรวมราคา๕๐.๒๐ บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕(๑)ขอให้นับโทษติดต่อกันทั้งสองสำนวน ชั้นแรกจำเลยให้การปฏิเสธ ครั้นโจทก์ขอรวมการพิจารณาและศาลสั่งรวมการพิจารณาแล้ว จำเลยจึงขอถอนคำให้การเดิมให้การใหม่ รับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓๕, ๒๙๗ ให้ลงโทษตามมาตรา ๒๙๗ แต่กระทงเดียวอันเป็นกระทงหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำคุกจำเลย ๒ ปี ลดโทษเพราะมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ให้กึ่งหนึ่งคงเหลือจำคุก ๑ ปี โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ขอให้รวมการพิจารณา ศาลจะพิพากษารวมกันไม่ได้ เกินคำขอและเมื่อโจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคนละสำนวนศาลจะลงกระทงหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ไม่ได้ศาลควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสองสำนวนและนับโทษติดต่อกันเพื่อให้หลาบจำ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว จึงพิพากษายืน โจทก์ฎีกาต่อมา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีเกี่ยวพันกัน โจทก์ขอและศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกันปัญหาตามฎีกาข้อแรกของโจทก์มีว่าคดีสองสำนวนนี้โจทก์ขอให้รวมพิจารณาศาลจะพิพากษารวมกันได้หรือไม่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๕ วรรคแรก บัญญัติว่า "ศาลซึ่งรับฟ้องคดีเกี่ยวพันกันไว้ จะพิจารณาพิพากษารวมกันไปก็ได้" ดังนี้ แม้โจทก์จะไม่ขอศาลก็มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวพันรวมกันไปได้ ไม่เป็นการเกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ ดังที่โจทก์อ้างและในความผิดที่เกี่ยวพันกันอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันแม้โจทก์จะฟ้องจำเลยแต่ละสำนวนแต่ละฐานความผิด เมื่อศาลส่งรวมพิจารณาพิพากษาแล้ว ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป หรือจะลงโทษเฉพาะกระทงที่หนักที่สุดก็ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ความในมาตรานี้มิได้บัญญัติว่า ความผิดหลายกรรมนั้นจะต้องเป็นความผิดตามกรรมที่ฟ้องอยู่ในสำนวนเดียวกันเท่านั้นศาลจึงไม่จำต้องกำหนดโทษจำเลยแต่ละสำนวนไป ดังโจทก์ฎีกา ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อได้มีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ใช้แล้วศาลจะนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ซึ่งถูกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่กล่าว ยกเลิกแก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีนี้ไม่ได้ นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ประกาศ ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายนพุทธศักราช ๒๕๑๔ ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้ความใหม่แทน ให้ศาลลงโทษผู้กระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไป ถ้าความผิดกระทงใดมีอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิตให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปีก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะจำเลยกระทำผิดคดีนี้ บัญญัติให้ลงโทษผู้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกันทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปหรือเฉพาะกระทงที่หนักที่สุดก็ได้ และโทษจำคุกทั้งสิ้นจะต้องไม่เกินยี่สิบปีเว้นแต่เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิต จึงเป็นกฎหมายที่มีส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยยิ่งกว่าประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๒ จึงต้องใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ บังคับแก่คดีนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ วรรคแรกและมาตรา ๓ วรรคแรก นี้เป็นบทบัญญัติให้ศาลต้องนำไปใช้บังคับ หาใช่เป็นเรื่องดุลพินิจที่ศาลจะนำไปใช้หรือไม่ก็ได้ดังโจทก์อ้างมาในฎีกาไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเฉพาะกระทงที่หนักที่สุดจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199 - 200/2516 พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โจทก์ นายจำรัส ประสาทพร จำเลย และคู่ความเดียวกันอีก 1 สำนวน

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี · จำเลย - นายจำรัส ประสาทพร · สำนวน - และคู่ความเดียวกันอีก 1
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิชัย รชตะนันทน์ · อุดม เพชรคุปต์ · กฤษณ์ โสภิตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายสุเทพ กิจสวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปสพ นพรัมภา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 958/2530ฎีกา 2196/2566ฎีกา 1642-1643/2497ฎีกา 144/2485ฎีกา 182/2485ฎีกา 3854/2537ฎีกา 837/2503ฎีกา 394/2489ฎีกา 8867/2554ฎีกา 4110/2551ฎีกา 813/2484ฎีกา 243/2491ฎีกา 217/2496ฎีกา 1683/2500ฎีกา 791/2491ฎีกา 624/2492ฎีกา 9264/2557ฎีกา 833/2524ฎีกา 244/2535ฎีกา 2429/2567ฎีกา 4758/2545ฎีกา 1919/2518ฎีกา 2181/2531ฎีกา 17836/2556
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา