⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2373/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2373/2516

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยอ้างว่าหนังสือสัญญาไม่สมบูรณ์ ต้องระบุเหตุแห่งข้ออ้างให้ชัดแจ้ง มิฉะนั้นจะถือว่าคำให้การเคลือบคลุมและไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยให้การว่า นอกจากที่จำเลยให้การไว้ ขอให้ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ และมีข้อความในคำให้การต่อไปว่าความจริงจำเลยไม่ได้กู้เงิน ถือว่าจำเลยได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ทั้งสิ้น จำเลยยกข้อต่อสู้ฟ้องโจทก์โดยกล่าวในตอนแรกว่า โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายเรือนและไม้กระดานกัน แล้วโจทก์ได้นำกระดาษเปล่ามาให้จำเลยลงชื่อไว้ และในคำให้การจำเลยยังได้กล่าวต่อไปด้วยว่าจำเลยได้ลงชื่อไว้ในสัญญากู้ให้โจทก์อีกฉบับหนึ่ง จำเลยไม่ได้ยืนยันไว้โดยชัดแจ้งว่าหนังสือสัญญากู้ยืมที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องนั้นเป็นหนังสือสัญญาฉบับไหน หรือหากจำเลยจะกล่าวอ้างว่าสัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องนั้นไม่สมบูรณ์ด้วยเหตุผลประการใด จำเลยก็มิได้กล่าวไว้ให้ชัดแจ้งเหตุแห่งข้ออ้างที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ฟ้องโจทก์นั้นจึงเคลือบคลุม ไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบเป็นข้อต่อสู้ได้ เมื่อฟังว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ ย่อมจะต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องนั้นจำเลยไม่ได้ยอมรับ โจทก์จึงยังมีหน้าที่ที่จะต้องนำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืม และได้รับเงินไปจากโจทก์ให้สมตามข้ออ้างของโจทก์ในฟ้อง (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 19, 20/2516)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป ๓,๐๐๐ บาท ตกลงจะให้ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ ๒ธันวาคม ๒๕๑๕ จำเลยได้รับเงินไปแล้วไม่เคยนำเงินต้นและดอกเบี้ยไปชำระให้โจทก์เลย ครบกำหนดชำระเงินต้นแล้วจึงขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า นอกจากที่จำเลยให้การนี้แล้ว ขอให้ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ เมื่อระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๔ โจทก์ได้ตกลงซื้อเรือน ๑ หลัง และกระดานไม้กราดในราคา ๔,๐๐๐ บาท โจทก์ได้มอบเงินค่าเรือนและค่ากระดานให้แก่จำเลยไว้แล้ว และตกลงกันว่า เรือนหลังนี้โจทก์ยอมให้น้องสาวจำเลยอาศัยอยู่ก่อน เมื่อใดโจทก์มารื้อเรือนแล้วให้น้องสาวจำเลยออกจากเรือนหลังนี้ ในวันที่ตกลงซื้อขายเรือนและกระดานกันนี้ โจทก์ได้นำกระดาษฟุลสแก๊ปเปล่าให้จำเลยลงชื่อไว้ เมื่อระหว่างเดือน ๑๒ ปีกลายนี้ ปรากฏว่าโจทก์ได้ไปรื้อเรือนที่ตกลงซื้อขายกันนี้แต่ไม่ไปขนไม้กระดานจากจำเลย แต่กลับให้จำเลยลงชื่อไว้ในสัญญากู้ว่าจำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ ๑,๕๐๐ บาท ความจริงจำเลยไม่ได้กู้เงิน แต่เป็นการซื้อขายเรือนและไม้กระดานเมื่อโจทก์ได้ขนรื้อเรือนไปแล้ว และโจทก์ไม่ไปรับเอากระดานที่ตกลงซื้อขายกันฝ่ายโจทก์เป็นผู้ผิดนัดเอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ในวันนัดชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงงดการชี้สองสถาน แล้ววินิจฉัยว่าคำให้การจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์ จำเลยมิได้ปฏิเสธโดยตรงว่าไม่ได้ทำสัญญากู้ฉบับที่โจทก์นำมาฟ้องหรือหนังสือสัญญาดังกล่าวไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมายอย่างไร เมื่อจำเลยไม่ปฏิเสธจึงถือว่าจำเลยให้การรับตามที่โจทก์ฟ้อง แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธก็ไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าปฏิเสธในข้อใด และพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยได้ให้การปฏิเสธแล้วว่าจำเลยไม่ได้กู้แต่เป็นการซื้อขายเรือนและไม้กระดาน เป็นการต่อสู้ว่าหนี้ตามสัญญาที่โจทก์ฟ้องนั้นไม่สมบูรณ์ และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกู้เงินและสัญญาจะชำระเงินต้นให้โจทก์ภายในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๑๕ แต่สำเนาสัญญากู้ท้ายฟ้องระบุว่าจะนำเงินมาชำระให้เสร็จภายในวันที่ ๒ ธันวาคม๒๕๑๔ จึงอาจเป็นสัญญากู้คนละฉบับก็ได้ คดีจึงต้องฟังพยานโจทก์จำเลยก่อน พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า นอกจากคำให้การของจำเลยจะได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า นอกจากที่จำเลยให้การไว้ ขอให้ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์นั้นแล้ว จำเลยยังให้การต่อไปว่าความจริงจำเลยไม่ได้กู้เงินจึงต้องถือว่าจำเลยได้ให้การไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ทั้งสิ้น และเห็นว่าเหตุแห่งข้ออ้างที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ฟ้องโจทก์นั้นมีข้อความเคลือบคลุม คือ จำเลยได้กล่าวในตอนแรกว่า โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายเรือนและไม้กระดานกัน แล้วโจทก์ได้นำกระดาษเปล่ามาให้จำเลยลงชื่อไว้ แต่ในคำให้การจำเลยยังได้กล่าวต่อไปด้วยว่า จำเลยได้ลงชื่อไว้ในสัญญากู้ให้โจทก์อีกฉบับหนึ่ง จำเลยไม่ได้ยืนยันไว้โดยชัดแจ้งว่าหนังสือสัญญากู้ยืมที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องนั้นเป็นหนังสือฉบับไหนหรือหากจำเลยจะกล่าวอ้างว่าสัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องนั้นไม่สมบูรณ์ด้วยเหตุผลประการใด จำเลยก็ชอบที่จะกล่าวไว้ให้ชัดแจ้งเช่นเดียวกันคดีจึงต้องถือว่าไม่มีประเด็นที่จำเลยจะนำสืบเป็นข้อต่อสู้ได้ แต่เมื่อฟังมาแล้วว่าจำเลยได้ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ย่อมจะต้องถือว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องนั้น จำเลยไม่ได้ยอมรับ โจทก์จึงยังมีหน้าที่ที่จะต้องนำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืม และได้รับเงินไปจากโจทก์ให้สมตามข้ออ้างของโจทก์ในฟ้อง พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในข้อที่ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เป็นว่าให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาสืบพยานโจทก์ตามประเด็นแห่งคดี โดยจำเลยไม่มีประเด็นที่จะนำสืบ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2373/2516 นายเป็น วันสุดล โจทก์ นายนิน ตองอบ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเป็น วันสุดล · จำเลย - นายนิน ตองอบ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลอ จามรมาน · เพรียบ หุตางกูร · อุดม ทันด่วน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายสมบัติ เดียวอิศเรศ · ศาลอุทธรณ์ - นายจินดา บุญศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2274/2537ฎีกา 4884/2543ฎีกา 13107/2556ฎีกา 2749/2538ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 5712/2541ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 2709/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา