⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 782/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 782/2516

ป.พ.พ. ม.75, 823, 1144 · ป.วิ.แพ่ง ม.55, 56

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ทำขึ้นโดยผู้จัดการของบริษัท ถือว่าบริษัทเป็นคู่สัญญาและมีผลผูกพันบริษัท แม้จะมิได้ลงชื่อกรรมการ 2 นายและประทับตราบริษัทก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจะมิได้ลงชื่อกรรมการ 2 นาย และประทับตราบริษัทช้อบังคับ แต่มีข้อความระบุคู่สัญญาไว้ชัดเจนว่าเป็นที่ทำขึ้นระหว่าง ล.ผู้ขายฝ่ายหนึ่ง กับบริษัทโจทก์โดย ส.เป็นผู้จัดการ ผู้ซื้อฝ่ายหนึ่ง ดังนี้ แสดงว่า ส.ทำสัญญาในนามบริษัทโจทก์นั่นเอง หาได้ทำเป็นส่วนตัวไม่ ถือได้ว่าโจทก์เป็นคู่สัญญา สัญญาจะซื้อจะขายผูกพันบริษัทโจทก์ (อ้างฎีกาที่ 362/2512)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.56 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.823 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1144

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.56 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.75 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.823 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้มอบอำนาจให้นายหลวง หล้ามณี ทำสัญญาจะขายที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตำบลในเมือง อำเภอไผ่ จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ประมาณ ๑๑ ถึง ๑๒ ไร่ ให้แก่โจทก์ ราคา ๑๑๐,๐๐๐ บาท และนายหลวงจะขายที่ดินของตนเองกับบุคคลอื่นรวมไปด้วยในสัญญาฉบับเดียวกัน รวม ๓ แปลง เป็นเงินทั้งสิ้น ๒๐๗,๒๕๐ บาท ปรากฏสำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายท้ายฟ้องตามเงื่อนไขในสัญญาตกลงชำระราคาที่ดินให้จำเลยเป็นคราว ๆ โดยไม่กำหนดจำนวนเงินที่แน่นอน เมื่อโจทก์ประสงค์ให้จำเลยไปทำการแบ่งโอนที่ดินให้แก่โจทก์ หรือแก่ผู้ซื้อที่ดินต่อจากโจทก์ จำเลยจะต้องไปจัดการแบ่งโอนให้ตามความประสงค์จนกว่า จะครบราคาและจำนวนที่ดินตามสัญญา โจทก์จำเลยได้ปฏิบัติต่อกันจนกระทั่งเหลือที่ดินที่ยังไม่ได้แบ่งโอนประมาณ ๔ ไร่ ราคา ๓๒,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระราคาให้จำเลยเป็นคราว ๆ จนครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องโอนที่ดินที่เหลือดังกล่าวให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยไป จัดการโอนให้แก่โจทก์หลายครั้ง จำเลยเพิกเฉย จึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้ทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ และไม่เคยได้รับเงิน ๑๑๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์ ความจริงจำเลยมอบอำนาจ ให้นายหลวงหล้ามณี ติดต่อแบ่งขายที่ดินของจำเลยให้แก่ผู้ประสงค์จะซื้อ โจทก์เป็นนายหน้าผู้ติดต่อหาผู้ซื้อที่ดินของจำเลยโดยได้รับค่านายหน้าเป็นราย ๆ ไป ต่อมาจำเลยเห็นว่านายหลวง จะนำที่ดินไปพัวพันในทางที่ไม่สุจริต จึงได้ถอนหนังสือมอบอำนาจนายหลวงเสีย โจทก์ไม่เคยติดต่อซื้อที่ดินที่เหลือจากจำเลย และจำเลยไม่เคยได้รับค่าที่ดิน ส่วนที่เหลือจากโจทก์ สัญญาจะซื้อจะขายตามสำเนาท้ายฟ้องเป็นโมฆะ เพราะไม่มีกรรมการอย่างน้อย ๒ นายลงชื่อแทนบริษัท และไม่ประทับตราของบริษัทตาม ข้อบังคับการลงชื่อแต่งทนายความของกรรมการบริษัทได้กระทำโดยไม่ชอบ เพราะนายมนัส แรมลี กรรมการผู้มีชื่อในใบแต่งทนายไม่มีเจตนาจะแต่งทนายให้บริษัทฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ในวันเดียวกันกับจำเลยยื่นคำให้การ นายมนัส แรมลีได้ยื่น คำร้องขอถอนชื่อออกจากการเป็นกรรมการบริษัทโจทก์ในใบแต่งทนายความเพราะไม่เป็นไปตามเจตนาของตน วันนัดชี้สองสถานครั้งแรก นายมนัส แรมลี แถลงต่อศาลยืนยันขอถอนตัว โจทก์จึงขอเวลาแก้ไขข้อบกพร่องและขอเลื่อนนัดชี้สองสถานไป ศาลอนุญาต ต่อมาโจทก์ยื่นใบแต่งทนายความใหม่ มีกรรมการ ๒ นายลงชื่อ ครบถ้วนและประทับตราของบริษัทโจทก์ถูกต้องตามข้อบังคับ พร้อมกับยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเกี่ยวกับชื่อกรรมการ จำเลยไม่ค้าน ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์ตามฟ้อง ถ้าจำเลยไม่ยอมจดทะเบียน ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ระหว่างฎีกาจำเลยถึงแก่มรณะ นางสาวบัวลำพอง ปฏิสิทธิ์ บุตรจำเลยร้องขอเข้ารับมรดกความแทน ศาลอนุญาต ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่าหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามสำเนาสัญญาท้ายฟ้องไม่มีกรรมการ ๒ นายลงชื่อแทนบริษัท และไม่ประทับตราของบริษัทตามข้อบังคับ จะใช้ผูกพันบริษัทโจทก์ไม่ได้นั้น แม้สัญญาฉบับนี้จะมิได้ลงชื่อกรรมการ ๒ นาย และประทับตราบริษัทตามข้อบังคับ แต่มีข้อความระบุคู่สัญญาไว้ชัดเจนว่าเป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างนายหลวง หล้ามณี ผู้ขายฝ่ายหนึ่ง กับบริษัทสหทุนเสรี จำกัด โดยนายสุทินอารีย์วงศ์ เป็นผู้จัดการผู้ซื้อฝ่ายหนึ่งดังนี้ แสดงว่านายสุทินอารีย์วงศ์ ทำสัญญาในนามบริษัทโจทก์ หาได้ทำเป็นส่วนตัวไม่ ถือได้ว่าบริษัทโจทก์เป็นคู่สัญญา สัญญาจะซื้อจะขายนั้นผูกพันบริษัทโจทก์ ดังนัยฎีกาที่ ๓๖๒/๒๕๑๒ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่มอบอำนาจให้นายหลวง หล้ามณีทำสัญญาจะซื้อจะขายที่พิพาทแทนจำเลย และจำเลยไม่ได้รับเงินค่าที่พิพาทจากโจทก์ นั้นในคำให้การของจำเลยก็รับว่าได้มอบอำนาจให้นายหลวง หล้ามณี ขายที่ดินของจำเลยและตามคำเบิกความของจำเลยก็ปรากฏว่าจำเลยเพิ่งถอนหนังสือมอบอำนาจที่ให้นายหลวง หล้ามณี ทำการแทนเสียภายหลังที่โจทก์ได้ชำระราคาที่ดิน ตามสัญญาให้แก่นายหลวง หล้ามณี ครั้งสุดท้าย และปรากฏว่าจำเลยเองเป็นผู้รับเงินค่าที่ดินจากโจทก์หลายครั้ง ฟังได้ว่าจำเลยได้มอบอำนาจให้นายหลวง หล้ามณี ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ มิใช่โจทก์เป็นนายหน้า และโจทก์ได้ชำระราคาที่ดินให้ครบถ้วนแล้ว จำเลยมีหน้าที่โอนที่ดินที่เหลือให้แก่โจทก์ตามสัญญา พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 782/2516 บริษัทสหทุนเสรี จำกัด โดยนายสุทิน อารีย์วงศ์ และ นายมนัส แรมลิ กรรมการ นายพิมพ์ทอง ปฏิสิทธิ์ โดยนางสาวบัวลำพอง ปฏิสิทธิ์ ผู้รับมรดกความ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความกรรมการ - บริษัทสหทุนเสรี จำกัด โดยนายสุทิน อารีย์วงศ์ และ นายมนัส แรมลิ · ล. - นายพิมพ์ทอง ปฏิสิทธิ์ โดยนางสาวบัวลำพอง ปฏิสิทธิ์ ผู้รับมรดกความ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุเมธ ทิพยมนตรี · วินัย ทองลงยา · ประพจน์ ถิระวัฒน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายอัมพล สุวรรณภักดี · ศาลอุทธรณ์ - นายวีระ มณีดิษฐ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2026/2494ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา