⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2024/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2024/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลแขวงพิพากษายกฟ้องและอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายโดยฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลแขวงวินิจฉัยมาเป็นหลัก หากข้อเท็จจริงยังขาดตกบกพร่อง ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งย้อนสำนวนให้ศาลแขวงวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้

ย่อคำพิพากษา

คดีที่ศาลแขวงพิพากษายกฟ้องและอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ นั้น ศาลอุทธรณ์จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลแขวงวินิจฉัยมาแล้วเป็นหลักในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย หากข้อเท็จจริงตามที่ศาลแขวงฟังมายังขาดตกบกพร่องหรือไม่เพียงพอ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลแขวงวินิจฉัยข้อเท็จจริงใด ๆ เพื่อนำมาประกอบการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายได้การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยนอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงฟังเป็นยุติมาแล้ว จึงเป็นการวินิจฉัยที่มิชอบแม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างอิง ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและเป็นการจำเป็นที่จะต้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225, 208(2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.194 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2503 ม.10 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.22

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้มีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาที่ดินของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยรวม ๗ โฉนด และจำเลยกระทำผิดหน้าที่ ซึ่งโจทก์ได้มอบหมายให้ลงชื่อทางทะเบียนกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ และได้มอบโฉนดที่ดินและที่ดินให้จำเลยยึดถือครอบครองแทนโจทก์เพื่อความสะดวกในทางค้าการค้าขายที่ดินของโจทก์ จำเลยได้เอาที่ดินดังกล่าวไปขายฝากแก่ผู้มีชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๓๕๓ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาคดีนี้กับคดีอื่นอีก ๒ สำนวนแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้ง ๓ สำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า จำเลยคดีนี้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ ให้จำคุก ๑ ปี จำเลยฎีกาโดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอยู่ในอำนาจศาลแขวง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น ฉะนั้นเมื่อศาลแขวงพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ปรากฏว่าเมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลแขวงสั่งว่าอุทธรณ์บางข้อเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับอุทธรณ์นอกจากนี้ให้รับเป็นอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อความตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายให้รับอุทธรณ์ข้อนี้ด้วย แล้วศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีชื่อในโฉนดแทนห้างหุ้นส่วนโจทก์ และจำเลยเอาที่ดินบางโฉนดไปทำสัญญาขายฝากนั้นแม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินเหล่านั้น แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยนำโฉนดไปให้ผู้ซื้อยึดถือไว้เป็นประกันย่อมแสดงว่าโฉนดเหล่านั้นอยู่ในความครอบครองของจำเลย ฉะนั้นการที่จำเลยนำที่ดินไปทำสัญญาขายฝากและมอบโฉนดซึ่งจำเลยครอบครองให้ผู้ซื้อยึดไว้เป็นประกันโดยนายอำพลหุ้นส่วนผู้จัดการไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย และเงินที่จำเลยได้มาจากการทำสัญญาขายฝากที่ดินก็ไม่ได้มอบให้โจทก์ เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลแขวงพิพากษายกฟ้องแล้วจะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ปัญหาข้อเท็จจริงย่อมถือเป็นยุติตามที่ศาลแขวงฟังมาหากศาลอุทธรณ์เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นปัญหาข้อกฎหมายตามที่ศาลอุทธรณ์สั่งให้รับไว้ศาลอุทธรณ์ก็จะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลแขวงวินิจฉัยเป็นยุติแล้วนั้นมาเป็นหลักในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ หากปรากฏว่าข้อเท็จจริงตามที่ศาลแขวงฟังมายังขาดตกบกพร่องหรือไม่เพียงพอศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลแขวงวินิจฉัยข้อเท็จจริงใด ๆ เพื่อนำมาประกอบการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายได้โดยควรแก่กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๓(๓)(ข) การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินเหล่านั้น แต่ตามพฤติการณ์ที่จำเลยนำโฉนดไปให้ผู้ซื้อยึดถือไว้เป็นประกันย่อมแสดงว่าโฉนดเหล่านั้นอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นการหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยนอกเหนือไปจากข้อเท็จจริงที่ศาลแขวงฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาท จึงเป็นการวินิจฉัยที่มิชอบ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นอ้างอิงศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและเป็นการจำเป็นที่จะต้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๕, ๒๐๘(๒) พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามนัยดังกล่าวข้างต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2024/2517 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหที่ดินสยาม โดยนายอำพล ปทุมาสูตร หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ นายประวัติ นพวิชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดสหที่ดินสยาม โดยนายอำพล ปทุมาสูตร หุ้นส่วนผู้จัดการ · จำเลย - นายประวัติ นพวิชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จันทร์ ระรวยทรง · สุเมธ ทิพยมนตรี · ผสม จิตรชุ่ม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายปรีชา ธนานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายโสพิทย์ คังคะเกตุ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2302/2535ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 2520/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 11/2539ฎีกา 1165/2537ฎีกา 2898/2538ฎีกา 6344/2551ฎีกา 1166/2491ฎีกา 674/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา