⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2239/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาขายฝากที่ดินที่แท้จริงเป็นการอำพรางสัญญาจำนอง ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคแรก ส่วนสัญญาจำนองที่ถูกอำพรางไว้ให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 118 วรรค 2

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์จำเลยจดทะเบียนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทถ้าโจทก์จำเลยไม่มีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากสัญญานั้นก็เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 118 วรรคแรก ก่อนทำสัญญาขายฝากก็ดี ขณะทำสัญญาขายฝากก็ดีภายหลังทำสัญญาขายฝากก็ดีโจทก์จำเลยมิได้ตั้งใจจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝาก เป็นเรื่องที่จำเลยต้องการดอกเบี้ยเท่านั้นโดยจำเลยสัญญาจะไม่เอาที่ดินหลุดเป็นสิทธิ ถือได้ว่าโจทก์ทำสัญญาขายฝากอำพรางการจำนอง การที่นิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งนิติกรรมอันแรกคือสัญญาขายฝากย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณี ที่จะไม่ผูกพันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น นิติกรรมอันแรกที่ปรากฏออกมานั้นย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา118 วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังคือสัญญาจำนองที่ถูกอำพรางไว้โดยนิติกรรมอันแรกต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยนิติกรรมที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา 118 วรรค 2 เมื่อโจทก์จำเลยมีเจตนาทำสัญญาจำนองแล้วแต่การจำนองไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเรียกไม่ได้ว่าเป็นการจำนอง เป็นเพียงการที่โจทก์กู้เงินจากจำเลย และให้ที่ดินแก่จำเลยยึดถือไว้เป็นประกัน และย่อมถือได้ว่าเอกสารการขายฝากที่โจทก์จำเลยทำไว้ ณสำนักงานที่ดิน เป็นนิติกรรมสัญญากู้เงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์จำเลยนั้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอนำเงินมาไถ่ถอนที่พิพาท ก็เท่ากับโจทก์ขอชำระหนี้เงินกู้จำเลยมีหน้าที่รับชำระและคืนที่พิพาทที่เป็นประกันนั้นให้โจทก์ไป

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.115 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.118 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.491 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดที่ ๗๔๙โจทก์ได้จำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับจำเลยในราคา ๒๓,๒๐๐ บาท ดอกเบี้ยปีละ ๕,๒๐๐ บาท แต่จำเลยให้ทำเป็นสัญญาขายฝาก และจดทะเบียนต่อพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ มีกำหนดไถ่คืนภายใน ๑ ปี เดือนตุลาคม๒๕๑๑ โจทก์ขอไถ่ที่ดินคืนจากจำเลย จำเลยได้นัดไถ่คืนในวันที่ ๒๕ ตุลาคม๒๕๑๑ แต่จำเลยไม่มาตามนัด ต่อมาได้มีการนัดไถ่คืนอีกหลายครั้งจำเลยคงไม่มาตามนัด ต่อมาเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๒ จำเลยนัดโจทก์ไปทำสัญญาที่หอทะเบียนที่ดิน เมื่อโจทก์ไปถึง จำเลยบอกว่าได้ยื่นคำร้องไว้แล้ว ให้โจทก์ไปชำระเงินค่าธรรมเนียมต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อโจทก์เสียเงินค่าธรรมเนียมแล้ว จึงทราบว่าเป็นคำขอแบ่งที่ดินให้โจทก์ โจทก์ไม่ยินยอมจึงไม่ได้แบ่งตามคำขอนั้น โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินตลอดมา โจทก์ไม่มีทางจะไถ่ที่ดินคืนจากจำเลยได้ ขอให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมระหว่างโจทก์จำเลยเป็นการจำนอง มิใช่เป็นสัญญาขายฝากดังที่จดทะเบียนไว้ จำเลยให้การว่า โจทก์ได้ตกลงขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับจำเลย ไม่ใช่จำนอง ในระหว่างสัญญา ๑ ปี โจทก์ไม่เคยติดต่อขอไถ่ที่พิพาทคืนจากจำเลย ที่พิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะไถ่ที่พิพาทจากจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ โจทก์จำเลยได้จดทะเบียนสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทไว้ตามเอกสารหมาย จ.๑ ซึ่งโจทก์นำสืบว่า ก่อนทำสัญญาขายฝากและขณะที่ทำก็ดี หรือภายหลังก็ดี โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝากนั้น ถ้าข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์อ้างนิติกรรมขายฝากนี้ก็เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๑๘ วรรคแรก ฟังได้ว่า ก่อนที่จะทำสัญญาขายฝากก็ดีขณะทำสัญญาขายฝากก็ดี ภายหลังที่ทำสัญญาขายฝากแล้วก็ดีโจทก์จำเลยมิได้ตั้งใจจะผูกพันกันตามสัญญาขายฝาก เป็นเรื่องที่จำเลยต้องการดอกเบี้ยเท่านั้น โดยจำเลยสัญญาจะไม่เอาที่พิพาทหลุดเป็นสิทธิถือได้ว่า โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่พิพาทไว้กับจำเลยเป็นการอำพรางการจำนองศาลฎีกาเห็นว่า การที่นิติกรรมอันหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอีกอันหนึ่งนิติกรรมอันแรกคือสัญญาขายฝากย่อมเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีที่จะไม่ผูกพันกันตามเจตนาที่แสดงออกมานั้น นิติกรรมอันแรกที่ปรากฏออกมานั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๑๘ วรรคแรก ส่วนนิติกรรมอันหลังคือสัญญาจำนองที่ถูกอำพรางไว้โดยนิติกรรมอันแรกนั้น ต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยนิติกรรมอันที่ถูกอำพรางไว้ตามมาตรา ๑๑๘ วรรค ๒ เมื่อโจทก์จำเลยมีเจตนาทำสัญญาจำนองกันแล้ว แต่การจำนองไม่ได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายจึงเรียกไม่ได้ว่าเป็นการจำนอง เป็นเพียงการกู้เงินที่โจทก์กู้จากจำเลย และให้ที่ดินแก่จำเลยยึดถือไว้เป็นประกัน และย่อมถือได้ว่าเอกสารการขายฝากที่โจทก์จำเลยทำไว้ ณ สำนักงานที่ดิน เป็นนิติกรรมสัญญากู้เงินที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างโจทก์จำเลยนั้น ฉะนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขอนำเงินมาไถ่ถอนที่พิพาท ก็เท่ากับโจทก์ขอชำระหนี้เงินกู้จำเลยก็มีหน้าที่รับชำระและคืนที่พิพาทที่เป็นประกันนั้นให้โจทก์ไป พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยรับเงินไถ่ถอนที่พิพาทจากโจทก์ ๒๓,๒๐๐ บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2517 นายประสิทธิ์ เนาวิรัตน์ กับพวกรวม 2 คน โจทก์ นายสกล สำเร็จ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประสิทธิ์ เนาวิรัตน์ กับพวกรวม 2 คน · จำเลย - นายสกล สำเร็จ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยงยุทธ เลอลภ · กฤษณ์ โสภิตกุล · อุดม จาละ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายสมชาย ศรีวัฒนพงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายมณี พิมพ์ประสิทธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 17393/2555ฎีกา 451/2491ฎีกา 3375/2532ฎีกา 2749/2538ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 5317/2538ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1536/2500ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 464/2497ฎีกา 1800/2511ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 2026/2494ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2657/2534ฎีกา 3649/2525ฎีกา 306/2506ฎีกา 6848/2540ฎีกา 5423/2553ฎีกา 4007/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา