⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1293/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1293/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลได้ประทับฟ้องและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสำนวนแล้ว ย่อมถือว่าศาลได้รับพิจารณาคดีนั้นแล้ว จะกลับมาอ้างว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลในภายหลังไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญา ศาลอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วมึคำสั่งคืนฟ้องให้ไปยื่นต่อศาลที่ความผิดเกิดขึ้นและจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลอาญาให้รับคำฟ้องไว้เพื่อมีคำสั่งในเรื่องไต่สวนมูลฟ้องต่อไป ศาลอาญาจึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องหมายเรียกจำเลยมาศาล และจะสอบถามคำให้การตามวันนัด ได้กำหนดให้โจทก์นำส่งหมายเรียก ถ้าส่งไม่ได้ให้ปิดหมาย และได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสำนวน ดังนี้ ย่อมถือว่าศาลอาญาได้รับพิจารณาคดีนั้นแล้ว จะกลับมาอ้างภายหลังว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.22 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คล่วงหน้าของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขานครรราชสีมา ๔ ฉบับให้โจทก์เพื่อเป็นการชำระหนี้ โจทก์ได้นำเช็คฉบับที่ ๑,๓,๔ ไปเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาถนนเสือป่า ตามกำหนดเพื่อเรียกเก็บ แต่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขานครราชสีมา ปฏิเสธการจ่ายเงิน ส่วนเช็คฉบับที่ ๒ นั้นโจทก์ได้สลักหลังให้แก่ผู้มีชื่อเพื่อชำระหนี้ ครั้นถึงกำหนดผู้มีชื่อได้นำไปเข้าบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด แต่ปรากฏว่าธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขานครราชสีมา ได้ปฏิเสธการจ่ายเงินเช่นเดียวกัน โจทก์ในฐานะผู้สลักหลังเช็คจึงได้มอบเงินตามเช็คให้ไปและรับเช็คฉบับนั้นคืน โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คฉบับนี้โดยชอบ โจทก์ทวงถามจำเลยหลายครั้ง จำเลยเพิกเฉย ทั้งนี้โดยจำเลยออกเช็คเพื่อเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น และออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น เหตุเกิดที่ตำบลจักรวรรดิ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขานครราชสีมา ถนนจอมพล อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ ศาลอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า ความผิดเกิดขึ้นในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา ทั้งจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จึงมีคำสั่งคืนฟ้องให้โจทก์ไปยื่นต่อศาลที่ความผิดเกิดขึ้น และจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจต่อไป โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลอาญา ให้ศาลอาญารับคำฟ้องไว้เพื่อมีคำสั่งในเรื่องไต่สวนมูลฟ้องต่อไป ศาลอาญามีคำสั่งว่าคดีของโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยให้การว่าได้ออกเช็คทั้ง ๔ ฉบับให้โจทก์จริง แต่ออกให้ที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อชำระค่าสินค้า ไม่มีเจตนาหลอกลวงและไม่มีเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ศาลอาญาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็คทั้ง ๔ ฉบับที่จังหวัดนครราชสีมา ธนาคารซึ่งปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา การกระทำผิดจึงเกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมาแห่งเดียว คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ชอบที่จะฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งความผิดได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจ จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายกคำพิพากษาศาลอาญา ให้ศาลอาญาพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีต่อไป จำเลยฎีกา ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาคดีแล้วเห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๔ (๓) บัญญัติว่า ศาลอาญามีเขตตลอดจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี แต่บรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีนั้น จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาก็ได้ ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลอาญาที่จะไม่ยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้ คดีนี้ปรากฏว่าชั้นแรกศาลอาญาได้สั่งนัดไต่สวนมูลฟ้องไว้แล้ว และต่อมาศาลอาญาก็ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา ให้ประทับฟ้องคดีนี้ หมายเรียกจำเลยมาศาลเพื่อให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและศาลอาญาจะสอบถามคำให้การจำเลยในวันนั้นด้วย และได้กำหนดให้โจทก์นำส่งหมายเรียกให้จำเลยภายใน ๗ วัน ถ้าส่งไม่ได้ก็ให้ปิดหมายและต่อมาศาลอาญาก็ได้ดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จสำนวน ดังนี้ย่อมถือว่าศาลอาญาได้รับพิจารณาคดีนั้นแล้ว จะกลับมาอ้างภายหลังว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจหาได้ไม่ เทียบตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๕๙๕/๒๕๐๙ คดีระหว่าง นางกิมซิ้น ปราบนคร โจทก์ นางสาวอารีหรือแต๋ว ปราบนคร จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลอาญาให้ศาลอาญาพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีต่อไปนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1293/2518 ห้างหุ้นส่วนจำกัดเล้ากุ่ยเฮงหลี โดยนายกิจ เล่าบุญลือ หุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ นายอังคาร แซ่ตั้ง ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเล้ากุ่ยเฮงหลี โดยนายกิจ เล่าบุญลือ หุ้นส่วนผู้จัดการ · ล. - นายอังคาร แซ่ตั้ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา · วิกรม เมาลานนท์ · สุธี ชอบธรรม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายอุดม บรรลือสินธ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิถี ปานะบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3966/2534ฎีกา 5103/2528ฎีกา 2207/2540ฎีกา 1286/2481ฎีกา 4575/2551ฎีกา 4176/2530ฎีกา 5312/2560ฎีกา 289/2497ฎีกา 1328/2523ฎีกา 2360/2523ฎีกา 3826/2531ฎีกา 3414/2527ฎีกา 2209/2540ฎีกา 2038/2523ฎีกา 3103/2536ฎีกา 396/2517ฎีกา 114/2521ฎีกา 2990/2526ฎีกา 6034/2534ฎีกา 3289/2530ฎีกา 3659/2566ฎีกา 1272-1273/2494ฎีกา 358/2525ฎีกา 4173/2562
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา