⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 677/2518

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2518

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลทหารพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยถึงความผิดที่ฟ้องนั้น เนื่องจากเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจศาลพลเรือน พนักงานอัยการย่อมนำคดีเดียวกันนั้นมาฟ้องต่อศาลพลเรือนได้ ไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อน

ย่อคำพิพากษา

อัยการศาลทหารเคยยื่นคำฟ้องจำเลยต่อศาลทหาร ศาลทหารเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน จึงพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยถึงความผิดที่ฟ้องนั้นแต่ประการใด ดังนี้ พนักงานอัยการย่อมนำคดีเดียวกันนั้นมาฟ้องจำเลยต่อศาลพลเรือนในวันเดียวกันนั้นอีกได้ไม่เป็นการฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อน และเมื่อปรากฏว่าคดีในชั้นเดิมพนักงานสอบสวนเข้าใจผิดว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร แต่ผู้ทำการสอบสวนนั้นก็คือนายตำรวจซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งกระทำไปตามอำนาจที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 มาตรา 48 วรรคแรกตอนท้ายนั่นเอง เมื่อพนักงานอัยการฟ้องคดีนี้ใหม่ต่อศาลพลเรือน จึงไม่จำเป็นต้องสอบสวนใหม่ จำเลยพยายามเอาของลับของตนใส่เข้าไปในของลับของเด็กหญิงอายุ 11 ขวบ นานราว 8 อึดใจก็ใส่ไม่เข้า เด็กหญิงนั้นรู้สึกเจ็บที่บริเวณของลับภายนอก และในครั้งต่อมาจำเลยเอาไข่ขาวทาของลับของจำเลยเสียก่อนแล้วจึงพยายามใส่เข้าไปในของลับของเด็กหญิงนั้น นานราว 6 อึดในก็ใส่ไม่เข้า การกระทำของจำเลยแต่ละครั้งเช่นนี้แสดงให้เห็นการกระทำและเจตนาของจำเลยว่าจำเลยได้ลงมือกระทำชำเราแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล มีความผิดตามมาตรา 277 ประกอบด้วย 80

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.279 พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม.47

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิงสมบูรณ์ ไชยหงษ์ อายุ ๑๑ ปีและกระทำชำเราเด็กหญิงทองใบ บุญชู อายุ ๑๑ ปี จนสำเร็จความใคร่รวม ๑๔ ครั้ง โดยเด็กหญิงทั้งสองยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๗ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ข้อ ๗ จำเลยให้การว่าจำเลยเพียงกระทำอนาจารเท่านั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๗ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ ให้จำคุกกระทงละ ๒ ปี ๘ เดือน รวม ๑๔ กระทงเป็นโทษจำคุก ๓๗ ปี ๔ เดือน คำให้การจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กระทงละ ๑ ใน ๓ คงจำคุกจำเลย ๒๔ ปี ๑๐ เดือน ๒๐ วัน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยฐานพยายามกระทำชำเรา ๑ กระทง ๒ ปี และฐานกระทำอนาจาร ๑๓ กระทง กระทงละ ๓ เดือน รวม ๓ ปี ๓ เดือน รวมทั้งสิ้นจำคุก ๕ ปี ๓ เดือน จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้ ๑ ใน ๓ คงจำคุกจำเลย ๓ ปี ๖ เดือน โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเรารวม ๑๔ กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำและฟ้องซ้อน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีการสอบสวนคดีใหม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้เดิมพนักงานอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น) ได้ฟ้องจำเลยต่อศาลทหารมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดขอนแก่น) แต่ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดขอนแก่น) ได้พิพากษายกฟ้อง เพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร โจทก์จึงได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดขอนแก่นในวันที่ศาลทหารมีคำพิพากษานั้นเอง ดังนี้เมื่อปรากฏว่าศาลทหารมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดขอนแก่น) ยกฟ้องโตยเหตุที่คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารที่จะวินิจฉัย ศาลทหารดังกล่าวนั้นมิได้วินิจฉัยถึงความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้แต่ประการใด จึงไม่ใช่เป็นเรื่องฟ้องซ้ำทั้งกรณีมิใช่เป็นเรื่องฟ้องซ้อน เพราะขณะยื่นฟ้อง คดีมีได้ค้างพิจารณาอยู่ในศาลและปรากฏว่า แม้คดีในชั้นเดิมพนักงานสอบสวนจะเข้าใจผิดว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร แต่เมื่อผู้ทำการสอบสวนก็คือนายตำรวจซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากระทำไปตามอำนาจดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.๒๔๙๘ มาตรา ๔๗ วรรคแรกตอนท้ายเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลพลเรือน จึงไม่จำต้องสอบสวนใหม่ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยควรต้องโทษฐานพยายามกระทำชำเรารวม ๑๔ กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องเพราะไม่มีเจตนาจะข่มขืนกระทำชำเรานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และคำรับของจำเลยต่อศาลแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยพยายามกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองรวม ๓ ครั้ง ครั้งแรกจำเลยพยายามเอาของลับของจำเลยใส่เข้าไปในของลับของเด็กหญิงสมบูรณ์ ไชยหงษ์ ผู้เสียหาย แต่ไม่สามารถจะเข้าไปได้ อีกสองครั้งต่อมาจำเลยได้เอาไข่เป็ดทุบให้แตกแล้วเอาไข่ขาวทาที่ของลับของจำเลยก่อนกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองคน แต่ก็ไม่สำเร็จอีก ดังนี้ย่อมเห็นการกระทำและเจตนาของจำเลยได้ชัดเจนว่า จำเลยได้ลงมือกระทำชำเราผู้เสียหายทั้งสองคนแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานพยายามกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐ รวม ๓ กระทงด้วยกัน ส่วนที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายทั้งสองอีกรวม ๑๑ ครั้งนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเพียงแต่กระทำอนาจารผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้น พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามกระทำชำเรา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ ตามที่ได้แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๗ ประกอบกับมาตรา ๘๐ รวม ๓ กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษกระทงละ ๒ ปี ๘ เดือน รวม ๘ ปี ตามมาตรา ๙๑ ตามที่แก้โดยประกาศของคณะปฏิวัติ และมีความผิดฐานกระทำอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๙ อีกรวม ๑๑ กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษกระทงละ ๓ เดือน รวม ๒ ปี ๙ เดือน รวมเป็นโทษจำคุกทั้งสิ้น ๑๐ ปี ๙ เดือน จำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย ๗ ปี ๒ เดือน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 677/2518 พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นายกัณหา เฉลียวฉลาด ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น · ล. - นายกัณหา เฉลียวฉลาด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธานินทร์ กรัยวิเชียร · สอน ไชยสุต · ศิริ อติโพธิ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นายวุฒิ คราวุฒิ · ศาลอุทธรณ์ - นายบุญเลิศ เผ่าภิญโญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1560/2529ฎีกา 99/2541ฎีกา 180/2554ฎีกา 1656/2512ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4180/2548ฎีกา 19406/2555ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 1124/2496ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 6911/2544ฎีกา 3593/2529ฎีกา 1979/2521ฎีกา 3237/2543ฎีกา 1499/2531ฎีกา 6321/2544ฎีกา 801/2503ฎีกา 3329/2550ฎีกา 1165/2537ฎีกา 6344/2540ฎีกา 3577/2551ฎีกา 1166/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา