⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1778/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1778/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากมีเหตุสุดวิสัยทำให้คู่ความมาศาลล่าช้า ศาลควรทำการไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนวินิจฉัยว่าเป็นการละทิ้งคดีหรือประวิงคดีหรือไม่

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์นำสืบก่อน ถึงวันนัดทนายโจทก์ ทนายจำเลยและตัวจำเลยมาศาล ทนายโจทก์แถลงว่าตัวโจทก์และพยานไม่มีศาลไม่ทราบเหตุขัดข้องสุดแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่เอาใจใส่ละทิ้งคดีเป็นการประวิงคดี ก็เป็นความเข้าใจของศาลชั้นต้นเอง แม้ศาลชั้นต้นได้สั่งว่าให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อโดยไม่ให้เลื่อน โดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบแล้วอนุญาตให้สืบพยานจำเลยไปจนเสร็จสิ้นและนัดอ่านคำพิพากษาไว้ในวันเดียวกันก็ตาม แต่เมื่อก่อนอ่านคำพิพากษาตัวโจทก์มาศาลและยื่นคำร้องว่า เหตุที่มาศาลล่าช้าเพราะฝนตกมีรถตักดินเสียขวางทางอยู่เป็นเหตุสุดวิสัย ขอสืบพยาน จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะทำการไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่าข้ออ้างของโจทก์เป็นความจริงหรือไม่ เพราะถ้าเป็นความจริงก็ไม่พอถือได้ว่าตัวโจทก์ไม่เอาใจใส่ในคดี ประวิงคดี ดังที่ศาลชั้นต้นเข้าในในตอนแรก การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนและพิจารณาคดีไป จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนแห่งการดำเนินกระบวนการพิจารณาเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสีย ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและสั่งคำร้องขอสืบพยานของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ แม้ตามอุทธรณ์ของโจทก์คงขอให้สืบพยาน มิได้ขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและสั่งคำร้องของโจทก์ก็ตาม แต่การที่ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและสั่งคำร้องขอสืบพยานของโจทก์ ก็เป็นไปตามขั้นตอนที่จะอนุญาตให้โจทก์ทำการสืบพยานใหม่ตามอุทธรณ์ของโจทก์นั่นเอง ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจสั่งได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.131 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.201 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวของโจทก์และใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นตัวแทนเจ้าของที่ดินทำการปลูกสร้างอาคารแล้วเซ้งให้แก่จำเลยมีกำหนดเวลา ๑๒ ปี เป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท โจทก์รับเงินจากจำเลยแล้ว ๔๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เมื่อชำระครบแล้วจำเลยจะต้องดำเนินการจดทะเบียนการเช่าให้ ต่อมาโจทก์กับสามีจำเลยหักหนี้ค่าเซ้งที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นแล้ว แต่โจทก์ไม่จดทะเบียนการเช่าตามสัญญา จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์นำสืบก่อน ถึงวันนัดทนายโจทก์ ทนายจำเลยและตัวจำเลยมาศาล ทนายโจทก์แถลงว่าตัวโจทก์และพยานไม่มีศาลไม่ทราบเหตุขัดข้องสุดแต่ศาลจะพิจารณาสั่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่เอาใจใส่ละทิ้งคดีเป็นการประวิงคดี สั่งดำเนินการพิจารณาต่อไปโดยไม่ให้เลื่อน และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ จำเลยขอสืบพยานในวันนั้น ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาต จำเลยเข้าเบิกความเป็นพยาน ๑ ปากแล้วแถลงหมดพยาน ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาวันเดียวกันเวลา ๑๕ นาฬิกา ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาตัวโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์มาถึงศาลเวลา ๙.๔๐ นาฬิกา เหตุที่ล่าช้าเพราะฝนตกมีรถตักดินเสียขวางทางอยู่เป็นเหตุสุดวิสัย สัญญาที่จำเลยอ้างส่งศาลเป็นเอกสารที่ปลอมแปลงขึ้น โจทก์มีสัญญาตัวจริงพร้อมที่จะแสดงจึงขอให้ศาลให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นสั่ง "รวม" และพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอสืบพยานหรือขอให้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและคำสั่งคำร้องขอสืบพยานของโจทก์ แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโจทก์ยื่นคำร้องอ้างเหตุจำเป็นที่มาศาลล่าช้าไม่ทันกำหนดนัด และคัดค้านเอกสารที่จำเลยส่งศาลเป็นพยานขอให้ศาลเมตตาให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ คำร้องนี้โจทก์เป็นผู้เขียนเองจึงมิได้กล่าวถึงความประสงค์ของโจทก์โดยชัดแจ้ง เมื่อได้พิจารณาข้อความในคำร้องทั้งหมด พอเข้าใจเจตนาของโจทก์ได้ว่า โจทก์มีความประสงค์จะขอสืบพยานของโจทก์ต่อไปในวันนั้นก็เป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก เมื่อศาลออกนั่งพิจารณาแล้ว ทนายโจทก์แถลงว่า ตัวโจทก์และพยานไม่มาศาลเลย โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง สุดแท้แต่ศาลจะพิจารณาสั่ง โดยไม่แถลงขอเลื่อนคดี ปรากฏว่าพยานโจทก์ที่อ้างไว้ก็มีเพียง ๒ ปาก คือตัวโจทก์และนายเขียน มาแจ้ง ซึ่งเป็นพยานหมาย ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าตัวโจทก์ไม่เอาใจใส่คดี ละทิ้งคดีทำให้เสียเวลา เป็นการประวิงคดี ก็เป็นความเข้าใจของศาลชั้นต้นเอง โดยยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะฟังได้เช่นนั้น เมื่อศาลชั้นต้นสั่งไม่ให้โจทก์เลื่อนคดีและถือว่าโจทก์ไม่มีพยานเข้าสืบ กับอนุญาตให้จำเลยสืบพยานต่อไปจนเสร็จก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาโจทก์มายืนคำร้องขอสืบพยานต่อไป โดยแสดงเหตุผลที่มาศาลล่าช้าไม่ทันกำหนดนัด จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนให้ได้ความเสียก่อนว่า ข้ออ้างของโจทก์ตามคำร้องนั้นเป็นความจริงหรือไม่ เพราะถ้าเป็นความจริงก็ไม่อาจถือได้ว่าตัวโจทก์ไม่เอาใจใส่คดีละทิ้งคดี ทำให้เสียเวลา เป็นการประวิงคดี ดังที่ศาลชั้นต้นเข้าใจในตอนแรก การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีโดยไม่ไต่สวนและสั่งคำร้องดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณา เป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและสั่งคำร้องขอสืบพยานของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบแล้ว อนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ตามอุทธรณ์ของโจทก์มิได้ขอให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำร้องและสั่งคำร้องแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและสั่งคำร้องขอสืบพยานของโจทก์แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จึงเป็นการมิชอบนั้น เห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์สั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและสั่งคำร้องขอสืบพยานของโจทก์ ก็เป็นไปตามขั้นตอนที่จะอนุญาตให้โจทก์ทำการสืบพยานใหม่ตามอุทธรณ์ของโจทก์ได้ จึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1778/2519 นางนิพันธ์ พานิชสมบัติ โจทก์ นางทวี ทองคง ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางนิพันธ์ พานิชสมบัติ · ล. - นางทวี ทองคง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลูตม์ สวัสดิทัต · ประภาศน์ อวยชัย · ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสุรินทร์ นาควิเชียร · ศาลอุทธรณ์ - นายประสม ศรีเจริญ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1572/2511ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543ฎีกา 6058/2538ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1959/2529ฎีกา 2610/2538ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559ฎีกา 3827/2542ฎีกา 674/2549ฎีกา 759/2519ฎีกา 1250/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา