⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2780/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2780/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงในส่วนของความรับผิดตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นยุติแล้ว คู่ความจะยกข้อเท็จจริงนั้นขึ้นฎีกาในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามฎีกาไม่ได้ การฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ยึดถือไว้ ไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด จึงไม่นำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาใช้บังคับ

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 11,106 บาท 24 สตางค์ แต่ในจำนวนเงินดังกล่าว 700 บาท จำเลยไม่ต้องชดใช้ เพราะคดีขาดอายุความ จำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งเรื่องความรับผิดตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นหรือยกเป็นประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาในเรื่องความรับผิดจำนวนเงิน 11,106 บาท 24 สตางค์จึงยุติ ศาลอุทธรณ์เพียงวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดในรายการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่ต้องรับผิดเพิ่มขึ้นอีก 1 รายการ จำนวนเงิน 1,000 บาท และวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ ให้จำเลยใช้เงิน 12,106 บาทเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามและฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดในจำนวนเงินที่ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนหรือใช้เงินของโจทก์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยให้แก่โจทก์ ไม่ใช่เป็นเรื่องเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่เป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์ฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลย ซึ่งไม่มีสิทธิ์จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงนำอายุความตามมาตรา 448 ซึ่งใช้บังคับเฉพาะกรณีผู้เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดมาใช้ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เคยเป็นพนักงานการเงินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ได้เบิกเงินเดือนเกินไปยังไม่ได้ชำระคืน ๗๐๐ บาท เก็บเงินแล้วไม่นำส่งโจทก์ ๑๑,๑๖๘ บาท ๕๔ สตางค์ และจ่ายเงินคืนผู้เอาประกันเกินไปแล้วไม่เรียกคืนส่งโจทก์ ๑,๐๐๐ บาท รวมเงินที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ๑๒,๘๖๘ บาท ๕๔ สตางค์ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับให้จำเลยชำระพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่าหนี้ตามฟ้องเป็นเท็จ โจทก์ฟ้องจำเลยอาศัยมูลละเมิดเกิน ๑ ปี คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เงินที่จำเลยคืนผู้เอาประกัน ๑,๐๐๐ บาท กับเงินเบี้ยประกันตามเอกสารหมาย จ.๑๒ จ.๑๖ จำเลยไม่ต้องรับผิด เงินจำนวนนอกจากนั้น ๑๑,๑๐๖ บาท ๒๔ สตางค์ จำเลยยังไม่ได้นำเข้าบัญชีโจทก์ เงินจำนวนดังกล่าวเว้นเงินเดือนที่เบิกเกินไป ๗๐๐ บาทขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน ๗๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นอกจากจำเลยต้องรับผิดเงินจำนวน ๑๑,๑๐๖ บาท ๒๔ สตางค์ ตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น จำเลยต้องรับผิดในเงินจ่ายคืนผู้เอาประกันจำนวน ๑,๐๐๐ บาทแก่โจทก์อีกด้วย คดีไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยใช้เงินโจทก์ ๑๒,๑๐๖ บาท ๒๔ สตางค์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ในเงินจำนวน ๑๑,๑๐๖ บาท ๒๔ สตางค์ แต่เงินจำนวนดังกล่าวเว้นแต่เงินเดือนเบิกเกิน ๗๐๐ บาท จำเลยไม่จำต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ เพราะคดีขาดอายุความ จำเลยทั้งสองมิได้อุทธรณ์โต้แย้งเรื่องความรับผิดตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นหรือยกเป็นประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ ปัญหาเรื่องความรับผิดจำนวนเงิน ๑๑,๑๐๖ บาท ๒๔ สตางค์จึงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์เพียงวินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในรายการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าไม่ต้องรับผิดเพิ่มอีก ๑ รายการจำนวน ๑,๐๐๐ บาทเท่านั้น และวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยโต้แย้งไม่ต้องรับผิดในเงินจำนวน ๑,๐๐๐ บาทเป็นฎีกาข้อเท็จจริงและฎีกาในข้อไม่ต้องรับผิดในเงินจำนวนตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ก็เป็นฎีกาคำวินิจฉัยซึ่งยุติไปแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ ใช้บังคับเฉพาะกรณีผู้เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด แต่คดีนี้จำเลยที่ ๑ พนักงานการเงินของโจทก์ได้จ่ายเงินคืนทุนประกันภัยแก่ผู้เอาประกันภัยขาดไปเป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท และลงบัญชีว่าจ่ายไปครบถ้วนแล้ว โจทก์เรียกเงิน ๑,๐๐๐ บาทที่ยังไม่ได้จ่ายไปให้ครบถ้วนนั้นคืนจากจำเลยที่ ๑ แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่คืนให้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยคืนหรือใช้เงินของโจทก์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยให้แก่โจทก์ จึงไม่ใช่เป็นเรื่องเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย แต่เป็นเรื่องเจ้าของทรัพย์ฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลย ซึ่งไม่มีสิทธิ์จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ จึงนำอายุความตามมาตรา ๔๔๘ มาใช้บังคับกรณีนี้ไม่ได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2780/2519 บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด โจทก์ นายไพจิตร โชติรัตน์ กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด · ล. - นายไพจิตร โชติรัตน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม จาละ · สงวน สิทธิไชย · ปรีชา สุมาวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุชาติ จิวะชาติ · ศาลอุทธรณ์ - นายบดินทร์ ลุประสงค์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4300/2543ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 5095/2556ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 6560/2555ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 2812/2539ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1030/2509ฎีกา 1052/2509ฎีกา 2186/2550ฎีกา 891/2510ฎีกา 967/2491ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 6058/2538ฎีกา 4832/2536ฎีกา 6455/2538ฎีกา 142/2530ฎีกา 4085/2559ฎีกา 6196/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา