คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1069/2520
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อจะตกเป็นของผู้เช่าซื้อเมื่อได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว ผู้ชำระราคาแทนผู้เช่าซื้อจนครบถ้วนจึงไม่มีสิทธิในกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น
ย่อคำพิพากษา
การที่ ส. บุตรผู้ร้องได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของกลางโดยผู้ร้องเป็นผู้ชำระราคาค่าเช่าซื้อจนครบถ้วน และผู้ให้เช่าซื้อได้มอบทะเบียนรถยนต์ของกลางให้ผู้ร้องแล้วแต่ยังไม่ได้โอนทะเบียนเป็นของผู้ร้องนั้น ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง กรรมสิทธิ์ตกเป็นของ ส. ผู้เช่าซื้อนับแต่มีการชำระเงินตามเสร็จประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 การที่ผู้ร้องชำระเงินค่าเช่าซื้อถือว่าเป็นการชำระแทน ส. ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์อันแท้จริงในรถยนต์ของกลาง จึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์ของกลางซึ่งถูกริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติป่าไม้และริบรถยนต์ ๑ คันของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องว่ารถยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการที่จำเลยนำไปใช้ในการกระทำความผิด ขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายสิทธิชัย แก้วทองคำ บุตรผู้ร้องได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของกลางจากผู้จัดการร้านไทยยานยนต์ ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ของบริษัทวีระวรรณ จำกัด โดยผู้ร้องเป็นผู้ชำระราคาค่าเช่าซื้อจนครบถ้วน และบริษัทดังกล่าวได้มอบทะเบียนรถยนต์ของกลางให้ผู้ร้องแล้ว แต่ยังไม่ได้โอนทะเบียนเป็นของผู้ร้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบ ต้องเป็นเจ้าของอันแท้จริงในทรัพย์สินนั้น ดังบัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๗๒ ได้บัญญัติในเรื่องเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อไว้ว่าเป็นสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่าโดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อผู้เช่าซื้อได้ใช้เงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว ให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือตกเป็นโมฆะ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงเห็นได้ว่าการเช่าซื้อต้องทำสัญญาเป็นหนังสือกันไว้ มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับตามกฏหมาย ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ของกลาง นายสิทธิชัยเป็นผู้ทำสัญญากับบริษัทวีระวรรณ จำกัด ผู้ร้องมิได้เป็นผู้ทำสัญญา แม้ผู้ร้องจะเป็นผู้ชำระราคาค่าเช่าซื้อตามสัญญาที่นายสิทธิชัยทำไว้กับบริษัทวีระวรรณจำกัดครบถ้วน ก็ไม่มีผลทำให้ผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง และกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางได้ตกเป็นสิทธิแก่นายสิทธิชัยผู้เช่าซื้อนับแต่มีการชำระเงินเสร็จ ดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา ๕๗๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การที่ผู้ร้องชำระเงินค่าเช่าซื้อถือว่าเป็นการชำระแทนนายสิทธิชัย ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ชำระเงินค่าเช่าซื้อรถยนต์ของกลางจึงไม่ใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อันแท้จริงในรถยนต์ของกลาง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลสั่งคืนรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้อง
พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1069/2520
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพิษณุโลก โจทก์
นายหน่อย แก้วทองคำ กับพวกรวม 5 คน ล.
นายประภาส แก้วทองคำ ผู้ร้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพิษณุโลก · ล. - นายหน่อย แก้วทองคำ กับพวกรวม 5 คน · ผู้ร้อง - นายประภาส แก้วทองคำ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ยงยุทธ เลอลภ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพิษณุโลก - นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประสพชัย ยามาลี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา