⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 512/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2520

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกหนี้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่เจ้าหนี้หลายครั้ง โดยจำนวนเงินที่ชำระไม่ตรงกับยอดหนี้แต่ละรายการ และเจ้าหนี้ไม่เคยกำหนดให้ชำระหนี้ให้พอดีกับยอดหนี้แต่ละรายการแล้วเลือกคืนใบส่งของ แสดงว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้ตกลงรวมหนี้ทั้งหมดเป็นหนี้ก้อนเดียวกัน การชำระหนี้บางส่วนดังกล่าวเป็นการรับสภาพหนี้ ทำให้เริ่มนับอายุความใหม่นับแต่วันที่ชำระครั้งสุดท้าย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยซื้อเชื่อสินค้าของโจทก์ตามใบสั่งของรวม 7 คราว แล้วจึงได้ผ่อนชำระหนี้ให้เป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อซื้อเชื่อครั้งที่ 8 อันเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงผ่อนชำระให้อีก 2 ครั้ง เงินที่ชำระแต่ละครั้งมีจำนวนไม่เท่ากับราคาของสินค้าที่ปรากฏในใบสั่งของแม้แต่ฉบับเดียว และโจทก์ไม่เคยกำหนดจำนวนเงินที่ชำระมาแล้วให้พอประมาณกับราคาสินค้าในใบส่งของแล้วเลือกคืนใบส่งของแก่จำเลยไปด้วย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันให้รวมยอดหนี้สินตามใบสั่งของทั้งหมดเป็นหนี้ก่อนเดียวกันแล้วการที่จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์รวม 3 ครั้งนั้น เป็นการรับสภาพหนี้โดยใช้เงินให้บางส่วนในหนี้สินรายพิพาทที่ตกลงรวมกันเป็นหนี้ก้อนเดียวแล้ว มีผลให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 อันจะต้องเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่นับแต่เวลานั้น (วันที่ชำระครั้งสุดท้าย) สืบไปตามมาตรา 181 คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความและกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 328 วรรค 2 ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งเป็นสารสำคัญในประเด็นที่จะชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายซึ่งคู่ความฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยไปเสียเลยทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3) ประกอบด้วยมาตรา 247

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.165 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.181 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.328

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซื้ออุปกรณ์เครื่องจักรแทรคเตอร์ไปจากโจทก์หลายครั้ง ต่อมาจำเลยชำระเงินให้โจทก์ ๓ ครั้ง ยังค้างชำระอยู่อีก ๓๙,๑๘๙ บาท ๖๐ สตางค์ ซึ่งจำเลยไม่ชำระ จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ไม่เคยสั่งซื้อสินค้าตามฟ้อง และไม่เคยชำระหนี้ค่าสินค้าให้โจทก์ คดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาข้อแรกว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และนายสมศักดิ์ กรรมการบริษัทโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี เห็นว่าฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เพราะเป็นการโต้เถียงเกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลว่า ควรเชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่เพียงใด จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ไม่ได้ จำเลยฎีกาข้อที่ ๒ ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ประกอบกับเอกสารท้ายฟ้องซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำฟ้อง เห็นได้ว่าโจทก์ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งพอเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วว่า จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ชนิดใด เมื่อใด และจำนวนเงินเท่าใด จำเลยชำระค่าสินค้าแล้วเท่าใด ยังคงเป็นหนี้อยู่เท่าใด คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว หาเคลือบคลุมดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า หนี้สินที่โจทก์ฟ้องเป็นหนี้หลายคราวต่างกันถึง ๘ คราว จำเลยชำระหนี้ให้ ๓ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๙,๐๖๑ บาท ๔๐ สตางค์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๘ วรรค ๒ ว่าหนี้สินรายใดถึงกำหนด ก็ให้รายนั้นเปลื้องไปก่อน เป็นอันว่าหนี้สินตามใบส่งของเลขที่ ๑๖๔๐, ๑๘๓๘ และ ๑๘๓๙ เป็นอันปลดเปลื้องไป ส่วนหนี้สินตามใบส่งของเลขที่ ๑๘๕๑ ลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๑๕ จำนวนเงิน ๓,๑๐๐ บาท นั้น มิได้มีการชำระเงินเลยถึงวันฟ้องเกินสองปีแล้ว ย่อมขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยซื้อเชื่อสินค้าของโจทก์แล้วรวม ๗ คราว จึงได้มีการผ่อนชำระหนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๑๖ เป็นเงิน ๒,๗๔๑ บาท ๔๐ สตางค์ ต่อมาเมื่อจำเลยซื้อเชื่อสินค้าจากโจทก์ครั้งที่ ๘ อันเป็นครั้งสุดท้ายจำนวนเงิน ๑,๑๐๐ บาท จำเลยจึงได้ผ่อนชำระค่าสินค้าแก่โจทก์อีก ๒ ครั้ง เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๑๖ และวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๑๗ เป็นเงิน ๑,๓๒๐ บาท และ ๕,๐๐๐ บาทตามลำดับ เห็นได้ว่าที่จำเลยผ่อนชำระค่าสินค้าแก่โจทก์รวม ๓ ครั้งนั้น เงินที่ชำระแต่ละครั้งมีจำนวนไม่เท่ากับราคาของสินค้าที่ปรากฏในใบส่งของแม้แต่ฉบับเดียว และโจทก์ไม่เคยกำหนดจำนวนเงินที่ชำระมาแล้วให้พอประมาณกับราคาสินค้าในใบส่งของแล้วเลือกคืนใบส่งของแก่จำเลยไปด้วย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันให้รวมยอดหนี้สินตามใบส่งของทั้งหมดเป็นหนี้ก้อนเดียวกันแล้ว ข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลอุทธณ์ยังมิได้วินิจฉัย แต่เป็นสารสำคัญในประเด็นที่จะชี้ขาดได้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาจึงได้วินิจฉัยไปเสียเลยทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในข้อนี้อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๐ (๓) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการที่จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าให้แก่โจทก์ไปรวม ๓ คราว โดยครั้งสุดท้ายชำระให้เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๑๗ เป็นการรับสภาพหนี้โดยใช้เงินให้บางส่วนในหนี้สินรายพิพาทที่ตกลงรวมกันเป็นหนี้ก้อนเดียวแล้วมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๒ อันจะต้องเริ่มนับอายุความขึ้นใหม่นับแต่เวลานั้นสืบไปตามมาตรา ๑๘๑ ฉะนั้น เมื่อนับจนถึงวันฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๑๗ คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ และเห็นว่ากรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๘ วรรค ๒ ดังข้อฎีกาของจำเลย ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2520 บริษัทยูไนเต็ดแทรกเตอร์ จำกัดฯ โจทก์ บริษัทผลิตภัณฑ์หินไทย จำกัด ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทยูไนเต็ดแทรกเตอร์ จำกัดฯ · ล. - บริษัทผลิตภัณฑ์หินไทย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพโรจน์ ไวกาสี · ไพโรจน์ ไวกาสี · ประเสริฐ วราภรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุมน สมรรถไท · ศาลอุทธรณ์ - นายจำรัส อมรสุข
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1862/2518ฎีกา 609/2526ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 1022/2551ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 2460/2517ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1531/2526ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1660/2518ฎีกา 1808/2512ฎีกา 581/2502ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517ฎีกา 916/2509ฎีกา 1959/2529ฎีกา 3803/2538ฎีกา 189/2540ฎีกา 7673/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา