⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1133/2521

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2521

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินโดยทายาทหรือผู้ที่อ้างสิทธิในฐานะทายาท ย่อมเป็นการครอบครองแทนเจ้ามรดกหรือทายาทอื่น ไม่ใช่การครอบครองปรปักษ์ และการได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมส่งผลให้ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

ย่อคำพิพากษา

การที่จำลยยื่นเรื่องราวขอรับมรดกของเจ้ามรดกในที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนรับมรดกที่ดินพิพาทมา ตลอดจนการยอมรับว่าบิดาจำเลยเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่แทนในนามของเจ้ามรดกตลอดมา เท่ากับเป็นการยอมรับความเป็นเจ้าของของเจ้ามรดก มิใช่เป็นการครอบครองในลักษณะเป็นปรปักษ์ต่อเจ้ามรดก จำเลยจึงไม่อาจอ้างการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หลังจากเจ้ามรดกตายมีทายาทอื่นที่มิใช่โจทก์จำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อมา โฉนดที่ดินพิพาทยังคงมีชื่อเจ้ามรดกถือกรรมสิทธิ์ และจำเลยเพิ่งจะยื่นขอโอนรับมรดก แสดงว่าที่ดินพิพาทยังเป็นของเจ้ามรดกอันจะพึงตกได้แก่บรรดาทายาทซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าของร่วมกันมา ในเบื้องต้นต้องถือว่าได้ครอบครองไว้แทนกัน การที่จำเลยซึ่งมิใช่ทายาทของเจ้ามรดก เอาที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนโอนรับมรดกโดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมของทายาทที่แท้จริง แล้วจดทะเบียนโอนยกให้แก่ ข. โจทก์ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกชอบที่จะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนรับมรดก และการจดทะเบียนการให้นั้นเสียได้ เพราะจำเลยได้สิทธิมาโดยไม่ชอบ ข.ผู้รับโอนที่ดินจากจำเลยย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.521 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1299 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1336 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1358 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินมีโฉนดสองแปลงเป็นของพระภิกษุสุก โดยถือกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่น เมื่อพระภิกษุสุกถึงแก่กรรมเมื่อ ๙ ปีก่อนฟ้อง โจทก์ทั้งสองได้ร่วมกันครอบครองที่ดินดังกล่าว ส่วนของพระภิกษุสุกโดยความยินยอมของนายสอน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ ไปขอรับมรดกที่ดินส่วนของพระภิกษุสุกต่อเจ้าพนักงานที่ดิน โดยอ้างว่าเป็นมารดาของพระภิกษุสุก ซึ่งเป็นความเท็จ และมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๒ รับโอนการให้จนได้มีการจดทะเบียนเป็นของจำเลยที่ ๒ ทั้งสองแปลงแล้ว ขอให้เพิกถอนการรับมรดกและการโอนระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ที่ ๒ เป็นบุตรจำเลยที่ ๑ จึงฟ้องจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นมารดาไม่ได้ พระภิกษุสุกเป็นบุตรจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ จึงมีสิทธิรับมรดกที่ดินส่วนของพระภิกษุสุก จำเลยที่ ๑ ครอบครองที่ดินมาตั้งแต่ก่อนพระภิกษุสุกตาย และจำเลยที่ ๒ ครอบครองต่อมาอีกกว่า ๒๐ ปี หลังจากพระภิกษุสุกตาย สิทธิของโจทก์ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมที่พิพาททั้งสองแปลงเป็นของนายผึ่งนางพริ้ง ต่อมาเป็นมรดกตกทอดแก่พระภิกษุสุก จำเลยที่ ๑ เป็นน้องสาวนางพริ้ง จำเลยที่ ๒ เป็นบุตรนายสอน พระภิกษุสุกได้มรณภาพโดยไม่มีภริยาและบุตร โจทก์ที่ ๒ พระภิกษุสุกและนางสอนเป็นบุตรนายผึ่งนางพริ้ง ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ ๑ แล้ววินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนของพระภิกษุสุกโดยการครอบครอง เห็นว่ากรณีที่จำเลยที่ ๑ ยื่นเรื่องราวขอรับมรดกของพระภิกษุสุกในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง และจดทะเบียนโอนรับมรดกโฉนดที่ดินพิพาทในเวลาต่อมา ตลอดจนการเสียภาษีบำรุงท้องที่ โดยจำเลยที่ ๒ รับว่านายสอนบิดาเป็นผู้เสียภาษีแทนในนามของพระภิกษุสุกตลอดมาจนกระทั่งนายสอนตายเมื่อ ๒ ปีมานี้นั้น เท่ากับเป็นการยอมรับความเป็นเจ้าของของพระภิกษุสุก หาใช่ครอบครองในลักษณะเป็นปรปักษ์ต่อพระภิกษุสุกไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ และนายสอนได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พฤติการณ์แห่งคดีการที่นายสอนทำต่อมา และโฉนดที่พิพาทยังคงมีชื่อพระภิกษุสุกถือกรรมสิทธิ์อยู่ จำเลยที่ ๑ เพิ่งจะยื่นขอโอนรับมรดก น่าจะพึงแสดงว่าที่พิพาททั้งสองแปลงเป็นของพระภิกษุสุกเจ้ามรดกอันจะพึงตกได้แก่บรรดาทายาทของพระภิกษุสุก ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าของร่วมกันมา การมีกรรมสิทธิ์รวมในเบื้องต้นต้องถือว่าได้ครอบครองไว้แทนกัน การที่จำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่ใช่มารดาของพระภิกษุสุก ไม่เป็นทายาท เอาที่พิพาทไปจดทะเบียนรับโอนมรดกเสียเองโดยปราศจากความรู้เห็นยินยอมจากโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทที่แท้จริงของพระภิกษุสุก ดังนี้ โจทก์ชอบที่จะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนรับมรดกและการจดทะเบียนให้ระหว่างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ นั้นเสียได้ เพราะจำเลยที่ ๑ ได้สิทธิมาโดยไม่ชอบ จำเลยที่ ๒ ผู้รับโอนที่ดินจากจำเลยที่ ๑ จึงย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกพอจการจดทะเบียนรับมรดกและการจดทะเบียนยกให้ในที่พิพาททั้งสองแปลง คำขอนอกจากนี้ให้ยก แต่คำพิพากษานี้ไม่ตัดสิทธิคู่ความในการที่จะไปว่ากล่าวขอแบ่งมรดกรายนี้ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1133/2521 นายผ่อง รอดทิม กับพวก โจทก์ นางขอน รอดทิม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายผ่อง รอดทิม กับพวก · จำเลย - นางขอน รอดทิม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ขจร หะวานนท์ · ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา · ถนัด ลีลากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายบุญอินทร์ ส่งเสริมสกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสมหมาย มณีรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1200/2523ฎีกา 759/2494ฎีกา 231/2482ฎีกา 4015/2528ฎีกา 7662/2546ฎีกา 1415/2540ฎีกา 5640/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1052/2509ฎีกา 4415/2528ฎีกา 2026/2494ฎีกา 94/2493ฎีกา 643/2497ฎีกา 967/2491ฎีกา 377/2536ฎีกา 5640/2541ฎีกา 8364/2544ฎีกา 2207/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 2170/2517ฎีกา 4832/2536ฎีกา 916/2509ฎีกา 2610/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา