⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1216/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2522

พ.ร.บ.ล้มละลาย ม.113, 114 · ป.พ.พ. ม.237

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งมีผลเพียงให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ ถือเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง.

ย่อคำพิพากษา

คดีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้เพิกการถอนโอนและการฉ้อฉลซึ่งผลของการที่ขอให้เพิกถอนมีแต่เพียงให้ทรัพย์กลับคืนมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิมเท่านั้นหาได้มีการเรียกร้องทรัพย์หรือขอให้ได้รับประโยชน์เพื่มขึ้นอย่างไรไม่จึงถือว่าเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หาต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงไม่ เมื่อปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นจำนวนเกินกว่าจำนวนค่าขึ้นศาลที่จะต้องเสียอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาแก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านหากเห็นสมควร

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.3 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.113 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.114

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.3 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยยื่นคำร้องว่า ตามทางสอบสวนของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองแร่และเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในมูลภัณฑ์กันชนที่ได้ยื่นไว้ต่อทรัพยากรธรณีจังหวัดตรังรวม 11 ฉบับ เป็นเงินทั้งสิ้น 18,500 บาท ตามสำเนาที่ส่งศาลพร้อมคำร้อง จำเลยได้มอบอำนาจให้นายวันชัยหรือวรรณชัยเป็นผู้ทำนิติกรรมโอนมูลภัณฑ์กันชนให้แก่นายยุกต์ ปรากฏตามหลักฐานการโอนด้านหลังมูลภัณฑ์กันชนตามสำเนาที่ส่งศาลพร้อมคำร้อง นิติกรรมการโอนมูลภัณฑ์กันชนดังกล่าวเป็นการกระทำใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์ซึ่งลูกหนี้ (จำเลย) ได้กระทำหรือยินยอมให้กระทำในระหว่างระยะเวลา 3 ปีก่อนมีการขอให้ล้มละลายและภายหลังนั้น เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตและไม่มีค่าตอบแทน เป็นการฉ้อฉลสมยอมกัน ซึ่งผู้รับโอนรู้เท่าถึงข้อความจริงว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการโอนมูลภัณฑ์กันชนระหว่างจำเลยกับนายยุกต์ผู้รับโอนตามมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2511 และมาตรา 237 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายยุกต์ผู้รับโอนยื่นคำคัดค้านว่ามูลภัณฑ์กันตามคำร้องเป็นของนายวรรณชัย มิใช่ของจำเลย ผู้รับโอนได้รับโอนมาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนโดยจำเลยได้ขายเครื่องจักร เครื่องยนต์ ตลอดจนอุปกรณ์ในการทำเหมืองทั้งหมดรวมทั้งสิทธิในการทำเหมืองแร่ตามประทานบัตรเลขที่ 12371/9366 ให้แก่นายทวนทอง การดำเนินกิจการต่าง ๆ เกี่ยวกับเหมืองแร่มีนายทวนทองและนายวรรณชัยได้กระทำเพื่อประโยชน์ของตนเองมิได้กระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลย การที่มีชื่อจำเลยในเอกสารต่าง ๆ และมูลภัณฑ์กันชนรายพิพาทก็เพราะประทานบัตรยังมีชื่อจำเลยอยู่ ซึ่งต้องกระทำโดยการรับมอบอำนาจจากจำเลยผู้รับโอนจึงได้กรรมสิทธิ์ในมูลภัณฑ์กันชนรายพิพาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการโอนมูลภัณฑ์กันชนรายพิพาททั้ง 11 ฉบับระหว่างนายวรรณชัยผู้รับมอบอำนาจจากลูกหนี้(จำเลย) กับผู้คัดค้านเสีย ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นเจ้าของมูลภัณฑ์กันชนรายพิพาททั้ง 11 ฉบับ ผู้คัดค้านรับโอนมาโดยไม่สุจริตและโดยไม่มีค่าตอบแทน วินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้คัดค้านฎีกาในข้อต่อไปว่าคดีเป็นคดีที่มีราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่ไม่เกินสองหมื่นบาทซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2518 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์รับพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ร้องขอให้เพิกถอนการโอนและการฉ้อฉลซึ่งผลของการที่ขอให้เพิกถอนมีแต่เพียงให้ทรัพย์สินกลับคืนมาเป็นของลูกหนี้ตามเดิมเท่านั้น หาได้มีการเรียกร้องหรือขอให้ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างไรไม่ จึงถือว่าเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ หาต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังที่ผู้คัดค้านฎีกาไม่ เมื่อเป็นคดีที่ฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คู่ความก็ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ แต่ปรากฏว่าในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นจำนวนเกินกว่าจำนวนค่าขึ้นศาลที่จะต้องเสียอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงเห็นสมควรสั่งคืนค่าขึ้นศาลในส่วนที่เสียเกินมาแก่ผู้ร้องและผู้คัดค้าน พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านเสียมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ คงเรียกไว้แต่อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ทั้งสองศาล เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่ผู้คัดค้านจะต้องรับผิดใช้แทนผู้ร้องนั้น คงให้ผู้คัดค้านรับผิดใช้แทนตามจำนวนค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2522 นายฉั่วชีกื้อ หรือชีกื้อ แซ่ฉั่ว โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้อง นายยุกต์ พันธ์พัฒนาศิลป์ ผู้คัดค้าน นายสุรินทร์ ลาภทวี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายฉั่วชีกื้อ หรือชีกื้อ แซ่ฉั่ว · ผู้ร้อง - เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ · ผู้คัดค้าน - นายยุกต์ พันธ์พัฒนาศิลป์ · จำเลย - นายสุรินทร์ ลาภทวี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน เลิศวิรุฬห์ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2563/2543ฎีกา 8903/2553ฎีกา 1679/2540ฎีกา 19883/2555ฎีกา 1168/2520ฎีกา 3007/2525ฎีกา 621/2519ฎีกา 2834/2527ฎีกา 886/2515ฎีกา 5894/2541ฎีกา 2345/2540ฎีกา 1459/2539ฎีกา 57/2530ฎีกา 1002/2509ฎีกา 8444/2538ฎีกา 392/2561ฎีกา 6455/2538ฎีกา 1948/2520ฎีกา 635/2511ฎีกา 11/2467ฎีกา 310/2534ฎีกา 1783/2527ฎีกา 9/2473ฎีกา 2125/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา