⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2203/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2203/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบอกล้างนิติกรรมที่เกิดจากการฉ้อฉลจะต้องกระทำภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว จะไม่สามารถบอกล้างนิติกรรมนั้นได้อีกต่อไป

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำกลฉ้อฉล โจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมแล้ว ขอให้บังคับให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับไปจากโจทก์ ปรากฏจากคำแถลงของโจทก์ในวันนัดไต่สวนคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาว่าโจทก์ทราบเหตุแล้วตั้ง 4-5 ปี แต่เพิ่งจะยกมาเป็นข้ออ้างในการบอกล้างนิติกรรมดังกล่าว จึงเป็นการพ้นเวลาที่จะบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143 แล้ว ถือว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพอที่จะฟ้องอย่างคนอนาถาได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.155 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.143

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๑๕ โจทก์ได้เช่าซื้อรถยนต์โตโยต้าคราวน์จากจำเลย ๓ คัน ในราคาคันละ ๑๑๓,๐๐๐ บาท โจทก์ได้ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยแล้วคันละ ๒๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๗๕,๐๐๐ บาท ค่าทำทะเบียน ๓,๒๕๐ บาท และค่าประกันภัยอีก ๑๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน๙๓,๒๕๐ บาท จำเลยได้มอบรถให้โจทก์ครอบครองและออกหนังสือรับรองว่าใช้วิ่งได้ระหว่างกรุงเทพ-เชียงใหม่ ตามถนนสายเอเซียร่วมสองเดือนตามภาพถ่ายใบรับรองท้ายฟ้อง ต่อมาปรากฏว่ารถที่โจทก์เช่าซื้อไปทั้ง ๓ คันนั้นไม่สามารถวิ่งระหว่างกรุงเทพ-เชียงใหม่ได้ เพราะป้ายทดลองเครื่องที่ติดไปกับรถนั้นเป็นป้ายปลอม และจำเลยได้ขายรถทั้งสามคันนั้นให้แก่บริษัทคอมเมอร์เชี่ยลทรัสต์ จำกัดแล้ว คุณสมบัติดังกล่าวนี้จำเลยได้นิ่งเสียมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบ ซึ่งหากโจทก์ทราบก็คงจะไม่ตกลงเช่าซื้อจากจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นกลฉ้อฉล โจก์ได้มีหนังสือบอกล้างนิติกรรมเช่าซื้อรายนี้ไปยังจำเลยแล้วเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๒๑ ตามเอกสารท้ายฟ้อง จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยคืนเงินที่ได้รับไปจากโจทก์ในการเช่าซื้อทั้งหมดเป็นเงิน ๙๓,๒๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อไป ถึงวันฟ้องอีก ๘๗,๙๙๗.๑๒ บาท รวมเป็นเงิน ๑๘๐,๒๓๗.๑๒ บาท และให้จำเลยเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อไปในต้นเงิน ๙๓,๒๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงินที่จำเลยต้องรับผิดใช้ให้โจทก์ทั้งสิ้น ๒,๑๙๔,๑๓๗.๑๒ บาท พร้อมด้วยค่าฤชาธรรมเนียมค่าทนายความแทนโจทก์โดยที่โจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงขออนุญาตศาลฟ้องคดีอย่างคนอนาถา ศาลสอบคู่ความในวันนัดไต่สวนอนาถา โจทก์แถลงว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาเช่าซื้อเกี่ยวกับรถยนต์รายนี้และเรียกค่าเสียหายมาแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง+คดีหมายเลขแดงที่ ๕๙๓๑/๒๕๑๗ ของศาลแพ่ง แต่คดีที่โจทก์ฟ้องใหม่นี้เป็นเรื่องกลฉ้อฉลและเรียกเงินที่โจทก์เสียไปกลับคืนพร้อมด้วยค่าเสียหาย จำเลยแถลงว่า เรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าเป็นกลฉ้อฉลนี้ โจทก์ได้ทราบมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ จึงขาดอายุความแล้ว เรื่องดอกเบี้ยก็ขาดอายุความแล้วเช่นกัน ส่วนคำขอเรื่องค่าเสียหายนั้นก็เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแดง ๕๙๓๑/๒๕๑๗ ดังกล่าวแล้ว ศาลขั้นต้นได้ฟังคู่ความและตรวจสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๕๙๓๑/๒๕๑๗ แล้วเห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องใหม่นี้จึงไม่มีมูลจะฟ้องได้ ให้ยกคำร้องขอฟ้องอนาถาของโจทก์เสีย หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปก็ให้ชำระค่าธรรมเนียมศาลภายในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๑ หากไม่ชำระศาลก็ไม่รับฟ้อง และให้จำหน่ายคดีในวันดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์สั่งว่าให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉันว่า คดีนี้โจทก์ฟ้งว่าจำเลยทำกลฉ้อฉลโดยนิ่งเสียไม่ใช่ข้อความจริงให้โจทก์ทราบว่าป้ายทดลองเครื่องเป็นป้ายปลอม ทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้รถที่เช่าซื้อไปวิ่งระหว่างกรุงเทพ-เชียงใหม่ได้ และจำเลยได้ขายรถที่เช่าซื้อให้แก่บริษัทคอมเมอร์เชี่ยนทรัสต์ จำกัดแล้ว เห็นว่าปัญหาเรื่องป้ายทดลองเครื่องและเรื่องจำเลยขายรถให้บริษัทคอมเมอร์เชี่ยนทรัสต์ จำกัดที่โจทก์อ้างเป็นเหตุบอกล้างนี้ โจทก์ก็ทราบดีมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เพราะโจทก์ได้เคยส่งอ้างเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์เป็นพยายในคดีหมายเลขดำที่ ๕๗๒๑/๒๕๑๖ ของศาลแพ่ง แต่โจทก์เพิ่งจะยกมาเป็นข้ออ้างในการบอกล้างนิติกรรมเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๒๑ ซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยมานานถึง ๔-๕ ปี อันเป็นการพ้นเวลาที่จะบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๓ แล้ว ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมุลที่จะฟ้องอย่างคนอนาถาได้ จึงเป็นการชอบแล้ว พิพากษากลับคำสั่งศาลอุทธรณ์ ให้ยกคำร้องของฟ้องคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์เสียตามคำสั่งศาลชั้นต้น หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้ชำระค่าธรรมเนียมภายใน ๗ วัน มิฉะนั้นให้จำหน่ายคดีเสีย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2203/2522 นายสามารถ กายี โจทก์ บริษัทวรจักรยนต์ จำกัด ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสามารถ กายี · ล. - บริษัทวรจักรยนต์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวี กสิยพงศ์ · สมบัติ วังตาล · ประทีป ชุ่มวัฒนะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายพนม พ่วงภิญโญ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมบูรณ์ บุญภินนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 866/2518ฎีกา 662/2473ฎีกา 4910/2533ฎีกา 1251/2493ฎีกา 1730/2512ฎีกา 406/2513ฎีกา 2703/2517ฎีกา 772/2510ฎีกา 273/2531ฎีกา 1689/2548ฎีกา 478/2494ฎีกา 3388/2522ฎีกา 901/2520ฎีกา 706/2522ฎีกา 1835/2534ฎีกา 5440/2539ฎีกา 982/2494ฎีกา 115/2534ฎีกา 8368/2538ฎีกา 163/2481ฎีกา 1050/2518ฎีกา 1326/2493ฎีกา 5063/2538ฎีกา 3224/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา