คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3050/2522
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ความผิดเกิดทั่วราชอาณาจักร แต่การที่โจทก์ทราบการกระทำความผิดในสถานที่หนึ่ง แล้วมาทราบความผิดอันเดียวกันในอีกสถานที่หนึ่งนั้น มิใช่การกระทำของจำเลย จะถือเอาเหตุดังกล่าวเป็นความผิดต่างกรรมเพิ่มขึ้นมิได้
เมื่อโจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลหนึ่ง และศาลนั้นประทับฟ้องคดีอยู่ระหว่างพิจารณาแล้ว โจทก์จะฟ้องจำเลยนั้นในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
ย่อคำพิพากษา
กรณีจะเป็นความผิดต่างกรรมหรือไม่ ย่อมอยู่ที่การกระทำของจำเลย การที่ความผิดเกิดทั่วราชอาณาจักร แต่โจทก์ทราบการกระทำความผิดในสถานที่หนึ่ง แล้วมาทราบความผิดอันเดียวกันในอีกสถานที่หนึ่งนั้น มิใช่การกระทำของจำเลย จะถือเอาเหตุดังกล่าวเป็นความผิดต่างกรรมเพิ่มขึ้นมิได้
โจทก์ฟ้องคดีอาญาต่อศาลหนึ่ง และศาลนั้นประทับฟ้องคดีอยู่ระหว่างพิจารณาแล้ว โจทก์จะฟ้องจำเลยนั้นในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้ ต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงขอนแก่นว่า จำเลยทั้งสองหมิ่นประมาทโจทก์ทางหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ซึ่งออกจำหน่ายเป็นรายวันทั่งราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4
ก่อนศาลทำการไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์จำเลยแถลงรับกันว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลกรณีเดียวกันนี้ต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ซึ่งศาลได้ประทับฟ้องไว้แล้วและโจทก์แถลงว่าที่ยื่นฟ้องคดีนี้เพราะโจทก์มาทราบความผิดในเขตศาลแขวงขอนแก่นอีก
ศาลแขวงขอนแก่นสั่งงดไต่สวนมูลฟ้อง แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในมูลกรณีเดียวกันที่ศาลแขวงพระนครเหนือไว้ก่อน และศาลสั่งประทับฟ้องไว้แล้วโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนต้องห้าม พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงพระนครเหนือ โจทก์ทราบการกระทำความผิดที่บ้านโจทก์ ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ส่วนคดีนี้โจทก์ทราบการกระทำความผิดในเขตศาลแขวงขอนแก่น จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน ฟ้องโจทก์ไม่ต้องห้ามตามกฎหมายนั้น กรณีจะเป็นความผิดต่างกรรมหรือไม่ย่อมอยู่ที่การกระทำของจำเลยความผิดนี้เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร การที่โจทก์ทราบการกระทำความผิดในสถานที่หนึ่ง แล้วมาทราบความผิดอันเดียวกันนั้นในอีกสถานที่หนึ่ง มิใช่การกระทำของจำเลย จะถือเอาเหตุดังกล่าวเป็นความผิดต่างกรรมเพิ่มขึ้นมิได้ เมื่อโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงพระนครเหนือ และศาลนั้นประทับฟ้อง คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาแล้ว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยทั้งสองในเรื่องเดียวกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3050/2522
พันเอกณรงค์ กิตติขจร โจทก์
นายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พันเอกณรงค์ กิตติขจร · จำเลย - นายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประสม ศรีเจริญ · เพียร ศรีอรุณ · สนิท อังศุสิงห์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา