⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 515/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะ ฝ่ายที่เสียเปรียบมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินที่ได้ให้ไปทันทีที่อีกฝ่ายได้รับทรัพย์สินนั้นไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ การอ้างว่าไม่รู้ว่านิติกรรมเป็นโมฆะเนื่องจากกฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนนั้น ต้องแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์เฉพาะตัวที่ตนไม่รู้และไม่อยู่ในฐานะที่อาจรู้ได้

ย่อคำพิพากษา

ในกรณีที่นิติกรรมเป็นโมฆะ สิทธิเรียกคืนทรัพย์ที่กระทำเพื่อชำระหนี้ของฝ่ายผู้เสียเปรียบย่อมเกิดขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายหนึ่งได้ทรัพย์มา โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นโมฆะ ต้องถือว่าบุคคลทุกคนได้รู้ถึงบทบัญญัตินั้นแล้ว ผู้ใดอ้างว่าไม่รู้จะต้องแสดงให้เห็นพฤติการณ์เฉพาะตัวเป็นพิเศษ โดยแน่ชัดว่าตนไม่รู้และไม่อยู่ในฐานะที่อาจรู้ได้เช่นกัน ในกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยในฐานลาภมิควรได้นั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะสืบแสดงว่าโจทก์ไม่รู้และไม่อยู่ในฐานะที่อาจรู้ได้ว่านิติกรรมระหว่างโจทก์จำเลยเป็นโมฆะ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และเป็นสารสำคัญในประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้งดสืบพยาน โดยยังมิได้พิจารณาหรือวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาย่อมพิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานคู่ความในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (3), 247

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.240 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.419 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.456

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ซื้อบ้านเลขที่ ๒/๑ ไว้จากจำเลยเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยรับเงินไปแล้ว ได้ทำหนังสือสัญญากันไว้ ต่อมาจำเลยไม่ยอมออกจากบ้านและไม่ยอมโอนบ้านให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องขับไล่และให้ส่งมอบบ้านพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและให้จำเลยโอนบ้านให้โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่าสัญญาเป็นโมฆะเพราะไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายืน อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๒๐ การที่จำเลยได้เงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์เพราะโจทก์ชำระหนี้ค่าซื้อบ้านตามสัญญาซื้อขายที่เป็นโมฆะซึ่งจำเลยรู้อยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นการรับเงินโดยไม่สุจริตและโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้อันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยคืนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า ในกรณีเดียวกันนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ ตามคดีหมายเลขแดงที่ ๓๕/๒๕๑๙ ซึ่งถึงที่สุดแล้ว โจทก์รู้ถึงสิทธิของโจทก์อันจะเรียกร้องให้คืนเงินลาภมิควรได้ตั้งแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ แต่โจทก์เพิ่งฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๑ เป็นเวลา ๒ ปีเศษแล้ว ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ คู่ความแถลงรับกันว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีหมายเลขแดงที่ ๓๕/๒๕๑๙ เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ และคู่ความได้ฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๒๐ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกเงินคืนของโจทก์เป็นกรณีลาภมิควรได้ ต้องฟ้องภายในกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ คือวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ที่จำเลยรับเงินราคาบ้านจากโจทก์ คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนตราบใดที่คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ยังไม่อาจรู้ได้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืน ต้องถือว่าโจทก์ได้รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนนับแต่วันที่โจทก์ได้ฟังคำพิพากษา ศาลฎีกาให้ตนแพ้คดี คือวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๒๐ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยคืนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทและดอกเบี้ย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๑๙ ในกรณีที่นิติกรรมเป็นโมฆะ สิทธิเรียกคืนทรัพย์ที่กระทำเพื่อชำระหนี้ของฝ่ายผู้เสียเปรียบย่อมเกิดขึ้นทันทีที่อีกฝ่ายหนึ่งได้ทรัพย์มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าฝ่ายโจทก์ได้รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนนั้นตั้งแต่เมื่อใด ตามธรรมดาเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถ้ามิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ท่านว่าเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าบุคคลทุกคนได้รู้ถึงบทบัญญัตินั้นแล้ว ผู้ใดอ้างว่าไม่รู้จะต้องแสดงให้เห็นพฤติการณ์เฉพาะตัวเป็นพิเศษโดยแน่ชัดว่าตนไม่รู้และไม่อยู่ในฐานะที่อาจรู้ได้เช่นนั้น หรืออีกนัยหนึ่ง โจทก์ผู้ฟ้องเรียกเงินคืนย่อมมีสิทธิที่จะสืบแสดงว่าโจทก์ไม่รู้และไม่อยู่ในฐานะที่อาจรู้ได้ว่านิติกรรมระหว่างโจทก์จำเลยเป็นโมฆะ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสารสำคัญในประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย แต่ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานคู่ความเสีย ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานคู่ความในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๐ (๓), ๒๔๗ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานคู่ความตามนัยดังกล่าวแล้วพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 515/2522 นายสละ สมประสงค์ โจทก์ นายชุบ เฉลิมกลิ่น ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสละ สมประสงค์ · ล. - นายชุบ เฉลิมกลิ่น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทิน เลิศวิรุฬห์ · ผสม จิตรชุ่ม · พยนต์ ยาวะประภาษ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายทวิช อนันตรสุชาติ · ศาลอุทธรณ์ - นายเทพ ภักดีศุภผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3405/2537ฎีกา 1730/2520ฎีกา 17393/2555ฎีกา 356/2530ฎีกา 451/2491ฎีกา 3375/2532ฎีกา 609/2526ฎีกา 170/2497ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 2076/2542ฎีกา 5317/2538ฎีกา 1339/2499ฎีกา 231/2482ฎีกา 464/2497ฎีกา 1022/2551ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1660/2518ฎีกา 6848/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา