⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 662/2522

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2522

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลจะสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่พิพาทได้ ก็ต่อเมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามกฎหมายที่ดิน และคำสั่งรื้อถอนนั้นต้องอยู่ในขอบเขตของคำขอท้ายฟ้องของโจทก์

ย่อคำพิพากษา

ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ ศาลจะมีอำนาจสั่งให้จำเลยออกไปจากที่พิพาทได้ ก็ต่อเมื่อศาลพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อศาลวินิจฉัยว่า จำเลยเข้าครอบครองปลูกสร้างโรงรถลงในที่พิพาทซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ร่วมกัน โดยเข้าใจว่าเป็นที่ของบิดามารดาจำเลยไม่มีความผิดอาญา ดังนี้ กรณีย่อมไม่ต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงจะพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนโรงรถออกจากที่พิพาทมิได้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งริบโรงรถที่จำเลยปลูกสร้างลงในที่พิพาท ศาลย่อมไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนโรงรถออกไปจากที่พิพาทเพราะเกินคำขอ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 96 ม.11 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.192

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจเข้าไปยึดถือครอบครองปลูกสร้างโรงรถ เป็นเนื้อที่ประมาณ ๑๕๒ ตารางเมตร ลงในที่ดินอันเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ร่วมกัน ที่ดินดังกล่าวมิได้อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่และการป่าไม้ โดยจำเลยไม่มีสิทธิครอบครองหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙, ๑๐๘, ๑๐๘ ทวิ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๙๖ ข้อ ๑๑ กับสั่งให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินที่บุกรุกและริบโรงรถของจำเลยเสียด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดียังเป็นที่สงสัยว่าที่พิพาทจะใช่ที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินนั้นเป็นของตน ไม่มีเจตนาบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณะ และจำเลยรู้ดีอยู่แล้ว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของนายจับ นางดีมาแต่เดิม แล้วนายจับ นางดีได้สละสิทธิครอบครองอุทิศให้ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่พิพาทจึงตกเป็นของรัฐ จำเลยเชื่อว่ายังเป็นของนายจับ นางดีอยู่ จึงขาดเจตนาทุจริตไม่มีความผิดทางอาญา และจำเลยไม่มีสิทธิปลูกสร้างโรงรถลง เมื่อนายอำเภอแจ้งให้รื้อจึงต้องรื้อ พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยรื้อถอนโรงรถออกไปจากที่พิพาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทได้ถูกอุทิศให้เป็นที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยปริยายแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิจะเข้าไปยึดถือและวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจบังคับให้จำเลยรื้อถอนโรงรถออกไปจากที่พิพาทนั้นเห็นว่าตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา ๑๐๘ ทวิ วรรคสี่ บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่มีคำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ศาลมีอำนาจสั่งในคำพิพากษาให้ผู้กระทำผิด คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของผู้กระทำความผิดออกไปจากที่ดินนั้นด้วย ตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้เห็นได้ว่า ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยออกไปจากที่พิพาทได้ กรณีต้องเป็นเรื่องที่ศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิด แต่คดีนี้ศาลมิได้พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด กรณีไม่ต้องตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งริบโรงรถที่จำเลยปลูกสร้างลงนั้นเสีย ดังนั้น ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนโรงรถออกไปจากที่พิพาทเพราะเกินคำขอ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยรื้อถอนโรงงานออกไปจากที่พิพาท ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2522 พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง โจทก์ นายอุ่ม แสงสว่าง ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง · ล. - นายอุ่ม แสงสว่าง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชุบ วีระเวคิน · สมชัย ทรัพยวณิช · แต่ง ทองภักดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอ่างทอง - นายสถิตย์ สิทธิลักษณ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายยนต์ สวนพุฒ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1992/2530ฎีกา 339/2519ฎีกา 2672/2534ฎีกา 4143/2535ฎีกา 3424/2553ฎีกา 164/2495ฎีกา 3990/2529ฎีกา 2001/2552ฎีกา 1159-1160/2492ฎีกา 166/2517ฎีกา 200/2528ฎีกา 6214-6216/2544ฎีกา 542/2488ฎีกา 6009/2551ฎีกา 2634/2526ฎีกา 2741/2538ฎีกา 625/2535ฎีกา 3600/2532ฎีกา 1327/2523ฎีกา 636/2492ฎีกา 1288/2510ฎีกา 2541/2556ฎีกา 2565/2543ฎีกา 451/2484
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา