⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3068/2523

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3068/2523

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพทรัพย์สินได้ถูกวินิจฉัยโดยเด็ดขาดในคดีอาญาแล้ว ศาลในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกันต้องรับฟังข้อเท็จจริงนั้น. บุคคลที่ครอบครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ก่อน ย่อมมีสิทธิดีกว่าบุคคลอื่นที่มิได้ครอบครอง.

ย่อคำพิพากษา

ในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาบุกรุกที่พิพาทในคดีนี้ โจทก์เป็นผู้เสียหายและพยาน ถือได้ว่าคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว ในคดีอาญาดังกล่าวศาลฟังข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ศาลซึ่งพิพากษาคดีนี้จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยครอบครองที่พิพาทอยู่ก่อน เมื่อที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์จำเลยหรือผู้ใดย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง แต่ผู้ใดครอบครองอยู่ผู้นั้นย่อมมีสิทธิดีกว่าผู้อื่นเมื่อจำเลยครอบครองอยู่ จำเลยย่อมมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมีหนังสือสำคัญแบบหมายเลข 3 จำเลยบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างในที่ดินดังกล่าว ขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่จำเลยครอบครองมานานแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 108/2518 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หากเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 20 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1718/2520 ของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นโจทก์ฟ้องนายสำเริง (จำเลยในคดีนี้) เป็นจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวในข้อหาบุกรุกที่พิพาทแปลงเดียวกับที่พิพาทในคดีนี้ และในคดีอาญาดังกล่าวโจทก์ในคดีนี้เป็นผู้เสียหายและพยาน ถือได้ว่าคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว และคดีอาญาดังกล่าวศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์พิพากษายกฟ้องโจทก์คดีถึงที่สุดแล้ว โดยฟังข้อเท็จจริงว่า ที่พิพาทในคดีอาญาดังกล่าวเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ศาลฎีกาจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีอาญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ว่า ที่พิพาทในคดีอาญาดังกล่าวซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่พิพาทในคดีนี้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ส่วนปัญหาที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น จากคำเบิกความของโจทก์ปรากฏว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทอยู่โดยครอบครองมาอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 2513 เมื่อที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 โจทก์จำเลยหรือผู้ใดย่อมไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง แต่ผู้ใดครอบครองอยู่ผู้นั้นย่อมมีสิทธิดีกว่าผู้อื่น เมื่อจำเลยครอบครองที่พิพาทอยู่จำเลยย่อมมีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่พิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3068/2523 นายสุรินทร์ ศิริญะพันธ์ โจทก์ นายสำเริง ศิริสุขมงคล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุรินทร์ ศิริญะพันธ์ · จำเลย - นายสำเริง ศิริสุขมงคล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บรรเทอง ภู่กฤษณา · กุศล บุญยืน · ธาดา วัชรานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1768/2548ฎีกา 367/2568ฎีกา 1917/2559ฎีกา 481/2526ฎีกา 1331/2479ฎีกา 609/2522ฎีกา 1308/2533ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2775/2541ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2938/2519ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1982/2519ฎีกา 337/2535ฎีกา 6620/2550ฎีกา 713/2512ฎีกา 3119/2558ฎีกา 1131/2502ฎีกา 7214/2538ฎีกา 1775-1776/2506ฎีกา 4282/2536ฎีกา 2904/2530ฎีกา 1948/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา