⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2967/2524

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2967/2524

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แม้จะไม่อาจอ้างสิทธิยันรัฐได้ แต่ระหว่างเอกชนด้วยกัน ผู้ที่ครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ก่อนย่อมมีสิทธิที่จะไม่ถูกรบกวนโดยบุคคลอื่น และมีอำนาจฟ้องเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนสิทธิและเรียกค่าเสียหายได้

ย่อคำพิพากษา

แม้พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14จะบัญญัติว่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่าง รัฐกับราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายทั้งไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันผู้ที่ครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ก่อน ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ถูกรบกวนโดยบุคคลอื่น ดังนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่นาพิพาทเป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติและโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองใช้ประโยชน์ในที่นาพิพาทอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าไปแย่งการครอบครองอันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนสิทธิของโจทก์และ เรียกค่าเสียหายได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โดยซื้อมาจากบุคคลอื่นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 และครอบครองตลอดมาจนบัดนี้ จำเลยและบริวารได้บุกรุกเข้าไปไถปลูกดำนาในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกปจากนาพิพาทกับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย จำเลยให้การว่า ที่นาพิพาทเป็นของจำเลยได้รับมรดกมาจากมารดาโจทก์กับบริวารบุกรุกเข้าไปไถที่นาพิพาท จำเลยไปแจ้งความต่อตำรวจ โจทก์ยอมรับว่าจะไม่บุกรุกหรือเข้าไปเกี่ยวข้องอีก พอถึงฤดูทำนาจำเลยได้เข้าไปทำนาในนาพิพาทจริงแต่ทำในเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ การที่จำเลยเข้าไปไถคราดปลูกข้าวไม่ทำให้ที่นาพิพาทเสียหาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ที่นาพิพาทเป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติและวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ว่า แม้พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 จะบัญญัติว่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดินก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่างรัฐกับราษฎรซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายทั้งไม่อาจอ้างสิทธิใด ๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกัน ผู้ที่ครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ก่อน ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ถูกรบกวนโดยบุคคลอื่นมิฉะนั้นจะกลายเป็นว่ากฎหมายเปิดโอกาสให้ราษฎรเข้าแย่งสิทธิระหว่างกันเองได้ตามอำเภอใจ ซึ่งหาใช่เจตนารมณ์อันแท้จริงแห่งกฎหมายไม่ดังนั้นหากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองใช้ประโยชน์ในนาพิพาทอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าไปแย่งการครอบครอง อันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนสิทธิของโจทก์และเรียกค่าเสียหายได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2967/2524 นายเรือง อินทร์เครือ โจทก์ นางมอญ ล้านมา หรือล้านสม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเรือง อินทร์เครือ · จำเลย - นางมอญ ล้านมา หรือล้านสม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศักดิ์ สนองชาติ · สนิท อังศุสิงห์ · สำเนียง ด้วงมหาสอน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา