คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1018/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของลูกจ้างที่นอกเหนือไปจากการหยุดงานตามปกติ เช่น การปิดกั้นทางเข้าออกบริษัท จนเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ถือเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างได้
ย่อคำพิพากษา
สภาพปกติของการนัดหยุดงานได้แก่การที่ลูกจ้างหยุดการกระทำใด ๆ อันลูกจ้างมีหน้าที่ต้องกระทำอยู่ตามปกติ ผลที่เกิดขึ้นจากการหยุดผลิตหรือหยุดการขนส่งย่อมถือเป็นผลธรรมดาหรือธรรมชาติของการหยุดงาน แต่การที่ผู้คัดค้านกับพวกซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างไม่เพียงแต่หยุดงานแต่กลับปิดกั้นประตูทางเข้าออกบริษัทผู้ร้อง จนเป็นเหตุให้บริษัทผู้ร้องไม่อาจปฏิบัติตามสัญญากับคู่สัญญาได้ และต้องรับผิดในความเสียหายต่อคู่สัญญา ย่อมถือได้ว่าผลที่เกิดขึ้นมิใช่ผลธรรมดาของการนัดหยุดงานแต่เป็นเรื่องที่กรรมการลูกจ้างผู้คัดค้านจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย นายจ้างย่อมมีสิทธิเลิกจ้างได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31 (2)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.31
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องว่า นายศักดา ภาคาทรัพย์ กับพวกผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างได้ปิดกั้นทางเข้าออกบริษัทผู้ร้องในระหว่างการนัดหยุดงาน ทำให้บริษัทผู้ร้องไม่สามารถนำรถขนสินค้าผ่านเข้าออกประตูบริษัทผู้ร้องซึ่งเป็นทางสาธารณะได้ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทผู้ร้องอย่างร้ายแรง และเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทผู้ร้อง นายประมุท บูรณะศิริ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทผู้ร้องได้ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้เลิกปิดกั้น แต่กรรมการลูกจ้างดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามอันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่บริษัทผู้ร้อง นอกจากนี้ยังเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อบริษัทผู้ร้องซึ่งตามระเบียบข้อบังคับบริษัทผู้ร้องบทที่ ๕ ข้อ ๒.๖.๒,๒.๖.๓ และ ๒.๖.๔ มีโทษถึงขั้นไล่ออกโดยไม่จ่ายค่าชดเชย จึงขออนุญาตเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง
ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขเพิ่มเติมว่า ผู้คัดค้านไม่ได้ความผิดอันเป็นเหตุให้บริษัทผู้ร้องได้รับความเสียหาย เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๒๔ สหภาพแรงงานผู้ปฏิบัติงานฝาจีบได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัทผู้ร้องขอให้ปรับปรุงสภาพการจ้าง แต่ตกลงกันไม่ได้ เจ้าหน้าที่ประนอมข้อพิพาทไกล่เกลี่ยแต่ยังตกลงกันไม่ได้ ลูกจ้างของบริษัทผู้ร้องจึงตกลงกันนัดหยุดงานและทำหนังสือแจ้งให้บริษัทผู้ร้องทราบเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๒๔ บริษัทผู้ร้องแจ้งให้ลูกจ้างชุมนุมหยุดงานภายนอกบริษัท วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๒๔ ลูกจ้างทั้งหมดได้มาร่วมหยุดงานโดยชุมนุมกันที่หน้าบริษัทผู้ร้องเพื่อรอฟังผลการเจรจา โดยที่เนื้อที่หน้าบริษัทผู้ร้องมีน้อยด้านหน้าติดกับถนนใหญ่ ด้านข้าง ๒ ข้างเป็นคูน้ำ ลูกจ้างที่ร่วมชุมนุมมีจำนวนมาก เมื่อมีรถเข้าออกบริษัทผู้ร้องการสลายตัวเพื่อเปิดทางให้รถผ่านจึงขลุกขลักและต้องใช้เวลา โดยเฉพาะรถบรรทุกสินค้าของบริษัทผู้ร้องมีขนาดใหญ่ หากให้ออกมาทันทีโดยลูกจ้างสลายตัวไม่หมด ก็อาจเกิดอันตรายแก่ลูกจ้างได้ แต่เมื่อลูกจ้างสลายตัวแล้วรถยนต์ก็เข้าออกได้ ผู้คัดค้านไม่ได้ปิดทางเข้าออกของบริษัทผู้ร้องในระหว่างชุมนุมดังกล่าว ทั้งมิได้ยุยงให้มีการปิดกั้นทาง การชุมนุมของผู้คัดค้านมิได้เจตนาให้บริษัทผู้ร้องได้รับความเสียหาย ก่อนนัดหยุดงานบริษัทผู้ร้องได้ขนสินค้าที่ผลิตแล้วออกไปจากบริษัทผู้ร้องจนหมดสิ้น ขณะหยุดงานได้มีการเดินเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าเป็นบางหน่วย บริษัทผู้ร้องจึงไม่ได้รับความเสียหายเพราะการชุมนุมของลูกจ้างและผู้คัดค้านได้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย เป็นไปโดยสงบมิได้ก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้หนึ่งผู้ใด และปัจจุบันบริษัทผู้ร้องกับลูกจ้างทั้งหมดตกลงกันได้แล้ว และได้กลับเข้าปฏิบัติงานตามปกติเรียบร้อยแล้ว ขอให้ยกคำร้อง
ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านทุกคนได้
ผู้พิพากษาสมทบนายหนึ่งมีความเห็นแย้งว่า ผู้คัดค้านมิได้จงใจที่จะทำให้บริษัทผู้ร้องได้รับความเสียหาย มุ่งหมายเพียงเพื่อจะช่วยให้ข้อพิพาทแรงงานยุติลงโดยเร็วและข้อเรียกร้องนั้นสัมฤทธิ์ผลตามสมควร ควรยกคำร้อง
ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า สภาพปกติของการหยุดงานได้แก่การที่ลูกจ้างหยุดกระทำการใด ๆ อันลูกจ้างมีหน้าที่ต้องกระทำอยู่ตามปกติเช่น หยุดผลิตสินค้า หรือหยุดขนส่งสินค้าเป็นต้น ผลที่เกิดขึ้นจากการหยุดผลิตหรือหยุดขนส่งดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นผลธรรมดาหรือธรรมชาติของการหยุดงาน การที่ผู้คัดค้านกับพวกไม่เพียงแต่หยุดงานแต่กลับปิดกั้นประตูเข้าออก ผู้ร้องได้ออกคำเตือนเป็นหนังสือ ผู้คัดค้านทุกคนทราบคำเตือนแล้วยังไม่ยอมเลิกการกระทำแต่กลับปิดกั้นทางเข้าออกต่อไป เป็นเหตุให้บริษัทผู้ร้องหรือคู่สัญญาของบริษัทผู้ร้องไม่อาจขนสินค้าที่ผลิตไว้แล้วตามสัญญาได้ทำให้คู่สัญญาของบริษัทผู้ร้องบอกเลิกสัญญาซื้อขายและบริษัทผู้ร้องต้องรับผิดในความเสียหายของคู่สัญญา ย่อมถือได้ว่าผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้คัดค้านทั้งหมดไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นตามธรรมดาของการหยุดงานอย่างแน่นอนดังนี้ จึงถือได้ว่าผู้คัดค้านทั้งหมดจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๑(๒) เพียงพอที่จะถือเป็นเหตุเลิกจ้าง
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1018/2525
บริษัทฝาจีบ จำกัด ผู้ร้อง
นายศักดา ภาคาทรัพย์ กับพวก ผู้คัดค้าน
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้ร้อง - บริษัทฝาจีบ จำกัด · ผู้คัดค้าน - นายศักดา ภาคาทรัพย์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุรัช รัตนอุดม · ขจร หะวานนท์ · ไพศาล สว่างเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายสมมาตร พรหมานุกูล · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา