⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2476/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2476/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกจ้างกรรมการลูกจ้างหรือสมาชิกสหภาพแรงงานที่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานแล้ว เนื่องจากเหตุผลทางธุรกิจอันสมควร เช่น ภาวะขาดทุนจนต้องลดจำนวนลูกจ้าง ไม่ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 แม้จะอยู่ในระหว่างการเจรจาข้อพิพาทแรงงานก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยประสบภาวะขาดทุนจำเป็นจะต้องลดจำนวนลูกจ้างและจำเลยได้ขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการลูกจ้างประจำสถานประกอบการของจำเลยและเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เนื่องจากสาเหตุดังกล่าวต่อศาลแรงงานก่อนที่สหภาพแรงงานจะยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อจำเลยนานประมาณ 1 ปี และเมื่อศาลแรงงานมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงสืบเนื่องมาจากจำเลยประสบภาวะขาดทุน จำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างและศาลแรงงานมีคำสั่งอนุญาตแล้ว มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ ฉะนั้น แม้ว่าโจทก์จะเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องตามที่สหภาพแรงงานได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย และขณะที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์นั้นจะอยู่ในระหว่างการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ยังตกลงกันไม่ได้ก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของจำเลย และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการลูกจ้างและกรรมการบริหารสหภาพแรงงาน ที ที เอ จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง โดยอ้างเหตุว่า ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้ คำสั่งของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ เนื่องจากอยู่ระหว่างเกิดข้อพิพาทแรงงานต่อกัน และข้อพิพาทแรงงานดังกล่าวยังไม่สามารถตกลงกันได้ คำสั่งของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ที่ ๑ อัตราเดือนละ ๕,๒๐๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เดือนละ ๖,๑๗๒ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เป็นต้นไป และให้จำเลยมอบหมายงานให้โจทก์ทั้งสองทำและกลับเข้าไปยังสถานประกอบการของจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลาง ขอเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองกับพวก ต่อมาศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองกับพวกจึงได้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โดยกล่าวหาว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม ขอให้ออกคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์ทั้งสองกับพวกกลับเข้าทำงานและจ่ายค่าเสียหาย ต่อมาคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์มีคำสั่งยกคำร้อง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๓๑ หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ กำหนดห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการหรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการหรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยื่นข้อเรียกร้องในกรณีที่มีการยื่นข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และข้อเรียกร้องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้วัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะคุ้มครองบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าวมิให้นายจ้างกลั่นแกล้งโดยการเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงาน ซึ่งหากนายจ้างประสงค์จะกระทำดังกล่าวก็จะต้องมีกรณีเข้าข้อยกเว้น ๔ ประการตามบทกฎหมายดังกล่าว แต่ก็มิได้หมายความว่าหากมีเหตุจำเป็นที่นอกเหนือจากเหตุผล ๔ ประการ ดังกล่าวแล้ว นายจ้างจะเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานลูกจ้างไม่ได้เสียเลยทีเดียว คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยประสบภาวะขาดทุนจำเป็นจะต้องลดจำนวนลูกจ้างและจำเลยได้ขออนุญาตเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเนื่องจากสาเหตุดังกล่าวต่อศาลแรงงานกลางตั้งแต่วันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่สหภาพแรงงาน ที ที เอ จะยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างต่อจำเลยนานประมาณ ๑ ปี และเมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ จำเลยก็มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงสืบเนื่องมาจากจำเลยประสบภาวะขาดทุน จำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้ว มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสองแต่อย่างใด ฉะนั้น แม้ว่าโจทก์ทั้งสองจะเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องตามที่สหภาพแรงงาน ที ที เอ ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลย และขณะที่จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองนั้นจะอยู่ในระหว่างการเจรจาหรือการไกล่เกลี่ยหรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ยังตกลงกันไม่ได้ก็ตาม ก็ยังถือไม่ได้ว่าคำสั่งเลิกจ้างของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2476/2544 นายสีลอ ใจจูน ที่ 1 กับพวก โจทก์ บริษัท ที ที เอ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสีลอ ใจจูน ที่ 1 กับพวก · จำเลย - บริษัท ที ที เอ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปัญญา สุทธิบดี · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายชาตรี ศิริรักษ์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3822/2528ฎีกา 3815/2529ฎีกา 2490/2526ฎีกา 1918-1919/2527ฎีกา 2222/2538ฎีกา 2392/2526ฎีกา 2967-2971/2523ฎีกา 7564/2544ฎีกา 1005/2526ฎีกา 3923/2528ฎีกา 2955/2526ฎีกา 2234/2528ฎีกา 289/2525ฎีกา 2607-2608/2527ฎีกา 2630/2531ฎีกา 899-910/2524ฎีกา 774-780/2524ฎีกา 6262/2541ฎีกา 1018/2525ฎีกา 10158/2539ฎีกา 5209/2537ฎีกา 10293/2546ฎีกา 739-740/2525ฎีกา 3211/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา