คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607-2608/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อเรียกร้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ ที่มีลายมือชื่อผู้เรียกร้องไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด จะไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และการยื่นลายมือชื่อเพิ่มเติมภายหลังก็ไม่ทำให้ข้อเรียกร้องนั้นกลับถูกต้อง การนัดหยุดงานโดยอาศัยข้อเรียกร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
ย่อคำพิพากษา
เมื่อโจทก์กับพวกยื่นข้อเรียกร้องต่อจำเลยตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 13 มีลายมือชื่อผู้เรียกร้องไม่ครบร้อยละสิบห้า ข้อเรียกร้องจึงไม่มีผลและถือได้ว่าตกไป การที่มีการยื่นลายมือชื่อผู้เรียกร้องเพิ่มขึ้นหาทำให้ข้อเรียกร้องดังกล่าวกลับถูกต้องตามกฎหมายไม่ โจทก์จึงไม่มีมูลฐานที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อนัดหยุดงานได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยให้โจทก์กลับเข้าทำงานแต่โจทก์ก็ยังคงนัดหยุดงานกันต่อไป จึงเป็นกรณีที่โจทก์ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.47 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.583 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.13 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.31 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.34 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามสิบเป็นลูกจ้างประจำของจำเลย จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๖ โดยมิได้กระทำความผิด และเลิกจ้างโจทก์ที่ ๗ ถึงที่ ๓๐ โดยอ้างว่าขาดงานเกินกว่า ๓ วัน ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงมีว่า เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๒๖ โจทก์ที่ ๗ ถึงที่ ๓๐ กับพวกได้ยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อจำเลย โดยพนักงานประจำของจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้สนับสนุนข้อเรียกร้อง ๔๖ คน ครั้นวันรุ่งขึ้นมีพนักงานมาลงลายมือชื่อสนับสนุนอีกรวมเป็น๘๐ คน เป็นข้อเรียกร้องที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ ในระหว่างการไกล่เกลี่ยซึ่งยังไม่สามารถตกลงกันได้ โจทก์ที่ ๗ ถึงที่ ๓๐ กับพวกได้นัดหยุดงานจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ กับพวก เป็นการเลิกจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสามสิบ โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่จ่ายค่าชดเชย ขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามสิบพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามสิบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๓สิงหาคม ๒๕๒๖ โจทก์ที่ ๗ กับพวกได้ยื่นข้อเรียกเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อจำเลย แต่ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีพนักงานลงลายมือชื่อเป็นผู้ร่วมเรียกร้องไม่ครบร้อยละสิบห้าของจำนวนพนักงานทั้งหมดของจำเลย จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้กรมแรงงานทราบและแจ้งด้วยว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ฯ มาตรา ๑๓ จำเลยจึงไม่สามารถเปิดการเจรจากับพนักงานผู้ยื่นข้อเรียกร้องได้วันรุ่งขึ้นโจทก์ที่ ๗ ได้นำสำเนาลายมือชื่อพนักงานมาให้จำเลยเพิ่มเติม โดยมิได้แนบข้อเรียกร้องมาแต่ประการใด แล้วโจทก์ทั้งสามสิบได้ยุยงส่งเสริมและสนับสนุนให้บรรดาพนักงานของจำเลยนัดหยุดงานโดยฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยและพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯจำเลยได้มีหนังสือให้โจทก์ทั้งสามสิบกลับเข้าทำงานภายในวันที่ ๒๓ สิงหาคม๒๕๒๖ โดยจำเลยจะไม่ถือเป็นความผิด และยังให้โอกาสจนถึงวันที่ ๒๕ สิงหาคม๒๕๒๖ โจทก์ทั้งสามสิบก็ยังไม่กลับเข้าทำงานตามปกติ จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามสิบฐานจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ละทิ้งหน้าที่การงานเป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมจำเลยจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย หรือเงินอื่นใดแก่โจทก์ขอให้ยกฟ้องโจทก์
ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์ทั้งสามสิบอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๑๓ บัญญัติว่า ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้อง ข้อเรียกร้องนั้นต้องมีรายชื่อและลายมือชื่อของลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของลูกจ้างทั้งหมด เป็นเรื่องกฎหมายบังคับว่าการยื่นข้อเรียกร้องจะต้องมีจำนวนผู้แจ้งข้อเรียกร้องไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้าของลูกจ้างทั้งหมด ดังนี้ เมื่อข้อเรียกร้องที่ตัวแทนโจทก์ทั้งสามสิบกับพวกเป็นผู้ยื่นมีลายมือชื่อผู้เรียกร้องเพียง ๔๔ คน ไม่ครบร้อยละสิบห้าตามที่บัญญัติไว้ ข้อเรียกร้องดังกล่าวจึงไม่มีผลและถือได้ว่าตกไป การที่มีการยื่นเพียงรายชื่อและลายมือชื่อผู้เรียกร้องเพิ่มขึ้น หาทำให้ข้อเรียกร้องดังกล่าวกลับเป็นว่าถูกต้องตามกฎหมายไม่ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีมูลฐานที่จะยกขึ้นอ้างเพื่อนัดหยุดงานได้โดยชอบกฎหมายทั้งจำเลยก็ได้ยืนยันแต่แรกแล้วว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้โจทก์ทั้งสามสิบกับพวกกลับเข้าทำงาน แต่โจทก์ทั้งสามสิบก็ยังคงนัดหยุดงานกันต่อไปจนถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามสิบ เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามสิบละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607 - 2608/2527
นายชาตรี แซ่ลิ้ม กับพวก โจทก์
บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายชาตรี แซ่ลิ้ม กับพวก · จำเลย - บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไพศาล สว่างเนตร · ขจร หะวานนท์ · วรา ไวยหงษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายวิทูรย์ สุทธิประภา · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา