⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2856/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2856/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดวิธีการนับระยะเวลาไว้ ให้ใช้บทบัญญัติเรื่องการนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 158 มาบังคับใช้ และการขยายระยะเวลาตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 125 วรรคสอง เป็นดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยไม่มีข้อจำกัด

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ มิได้กำหนดวิธีการนับระยะเวลาไว้ จึงต้องนำวิธีการกำหนดนับระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 158 มาใช้บังคับคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้รับคำร้องของนายเกรียงศักดิ์ นพศรี ลูกจ้าง เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2524 จึงจะนับวันแรกที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้รับคำร้องรวมคำนวณด้วยไม่ได้กำหนดระยะเวลาเก้าสิบวันตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯมาตรา 125 จึงต้องเริ่มนับจาก วันที่ 28 พฤษภาคม 2524 และจะครบกำหนดเก้าสิบวันในวันที่ 25 สิงหาคม 2524 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 125 วรรคสองให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้ดุลพินิจในการขยายเวลาการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไว้อย่างกว้างขวาง ไม่มีข้อจำกัดหรือกำหนดวิธีการในการร้องขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งอนุญาตไว้แต่อย่างใด เมื่อมีคำขออนุมัติขยายเวลาชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไปอีกสามสิบวัน นับแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2524 ถึงวันที่ 24 กันยายน 2524 ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งอนุมัติให้ขยายระยะเวลาตามคำขอนั้นแล้ว และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำสั่งก่อนครบกำหนดสามสิบวัน ตามที่ได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาออกไป คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.158 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.125

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเก้าเป็นกรรมการในคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๔ นายสมศักดิ์ นพศรีได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยทั้งเก้ากล่าวหาว่าโจทก์เลิกจ้างนายสมศักดิ์ เนื่องจากนายสมศักดิ์กำลังจะยื่นข้อเรียกร้องขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างทำคำร้องขอจดทะเบียนสหภาพแรงงานผลิตเหล็กและโลหะแห่งประเทศไทยและเพราะเหตุที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้จำเลยพิจารณาชี้ขาดให้โจทก์รับนายสมศักดิ์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม จำเลยทั้งเก้าพิจารณาและมีคำสั่งว่าโจทก์กระทำการอันไม่เป็นธรรมแก่นายสมศักดิ์ ให้โจทก์รับนายสมศักดิ์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม เสมือนมิได้มีการเลิกจ้าง โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวเพราะเหตุที่นายสมศักดิ์ได้กระทำผิดอาญาต่อโจทก์เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๒๔ โดยขู่เข็ญโจทก์เพื่อเรียกร้องเอาเงินหนึ่งล้านห้าแสนบาท นายวิชัยสนธิสมบัติผู้จัดการโรงงานโจทก์ผู้รับมอบอำนาจได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจำเลยไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยตีความการแจ้งความนี้ว่าไม่ใช่การร้องทุกข์ตามกฎหมาย จำเลยไม่ได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดและออกคำสั่งภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องของนายสมศักดิ์และได้ขออนุมัติต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยขอขยายเวลาการพิจารณาออกไปอีก ๓๐ วันนับแต่วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๒๔ อันเลยกำหนดเก้าสิบวันไปแล้ว การขอขยายระยะเวลาและคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยจึงไม่มีผลใช้บังคับขอให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ ๙๖/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๔ จำเลยทั้งเก้าให้การว่า การกระทำของนายสมศักดิ์ นพศรีไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังว่านายสมศักดิ์ขู่เข็ญโจทก์เพื่อเรียกเงินหนึ่งล้านห้าแสนบาทอันเป็นการกระทำผิดอาญา ส่วนที่โจทก์อ้างว่านายสมศักดิ์ดื่มสุรา มีอาการมึนเมาจนไม่สามารถครองสติได้และท้าทายผู้จัดการโรงงานออกไปชกต่อยนอกโรงงานก็ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นเช่นนั้น นอกจากนี้นายวิชัย สนธิสมบัติ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยังให้การว่าเหตุที่เลิกจ้างนายสมศักดิ์เพราะถือเอาเรื่องการขู่เข็ญเรียกเอาเงินเป็นสำคัญ แต่ก็ยังไม่ถือเป็นเหตุเลิกจ้าง คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ไม่อาจพิจารณาชี้ขาดคำร้องของนายสมศักดิ์ได้ภายในเก้าสิบวัน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้สั่งขยายเวลาให้อีกสามสิบวันคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้พิจารณาชี้ขาดคำร้องนี้ภายในระยะเวลาที่ขยายโดยชอบแล้วขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งที่ ๙๖/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๔ เป็นคำสั่งที่ชอบไม่มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอน พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ไม่ได้บัญญัติถึงวิธีนับระยะเวลาไว้โดยเฉพาะจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๘ ซึ่งบัญญัติถึงวิธีนับระยะเวลาไว้ว่า"ถ้าระยะเวลานับเป็นวันก็ดี สัปดาห์ก็ดี เดือนหรือปีก็ดี ท่านมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานับรวมคำนวณเข้าด้วย" มาใช้บังคับ ดังนั้นจึงนับวันแรกที่จำเลยได้รับคำร้องรวมคำนวณเข้าด้วยไม่ได้กำหนดระยะเวลาเก้าสิบวันจึงต้องเริ่มนับจากวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๒๔ และจะครบกำหนด ๙๐ วันในวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๒๔ ส่วนการขยายระยะเวลานั้นพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๒๕ วรรคสองบัญญัติว่า "รัฐมนตรีมีอำนาจขยายระยะเวลาให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้ตามที่เห็นสมควร "แสดงว่ากฎหมายให้อำนาจรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจในการขยายระยะเวลาไว้อย่างกว้างขวางไม่มีข้อจำกัด หรือกำหนดวิธีการในการร้องขอให้รัฐมนตรีสั่งอนุญาตไว้แต่อย่างใด ฉะนั้นเมื่อมีคำขออนุมัติขยายระยะเวลาชี้ขาดตามเอกสารหมาย ล.๖ ไปอีกสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๒๔ ถึงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๔ ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งอนุมัติให้ขยายระยะเวลาตามคำขอนั้นแล้ว และจำเลยในฐานะคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำสั่งที่ ๙๖/๒๕๒๔ ลงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๔ ก่อนครบกำหนดสามสิบวันตามที่ได้รับอนุมัติให้ขยายเวลาออกไป คำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2856/2525 บริษัทไพพ์ฟิตติ้งอินดัสตรี จำกัด โจทก์ นายอร่าม สุทธะพินทุ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทไพพ์ฟิตติ้งอินดัสตรี จำกัด · จำเลย - นายอร่าม สุทธะพินทุ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรัช รัตนอุดม · ขจร หะวานนท์ · พิพัฒน์ จักรางกูร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายพรชัย สมรรถเวช · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2217/2514ฎีกา 3026/2517ฎีกา 2499/2524ฎีกา 2799/2527ฎีกา 2431/2530ฎีกา 3360-3410/2543ฎีกา 588/2488ฎีกา 582/2510ฎีกา 3383/2536ฎีกา 2134/2499ฎีกา 3491/2525ฎีกา 2747/2544ฎีกา 482/2527ฎีกา 2066/2499ฎีกา 198-199/2508ฎีกา 681/2532ฎีกา 151/2523ฎีกา 3083/2524ฎีกา 3808/2547ฎีกา 1947/2520ฎีกา 1182/2540ฎีกา 316/2482ฎีกา 940/2508ฎีกา 1525/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา