คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3010/2525
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การยกข้ออ้างใหม่ในชั้นฎีกาที่ไม่เคยว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
2. สัญญาขายฝากเป็นหลักฐานการขายฝาก หาใช่หลักฐานการกู้ยืมเงิน
ย่อคำพิพากษา
ฎีกาโจทก์ที่ว่าสัญญาขายฝากตามฟ้องเป็นสัญญาที่ทำขึ้นอำพรางสัญญากู้เงินจึงใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามเจตนาเดิมได้นั้น โจทก์มิได้ยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นบรรยายเป็นประเด็นไว้ในฟ้อง และศาลชั้นต้นมิได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยมา จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเป็นหลักฐานในการขายฝากที่ดิน หาใช่เป็นหลักฐานในการกู้ยืมไม่ โจทก์จะเอาสัญญาขายฝากมาฟ้องอ้างว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตาม 653 ไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า นายช้างได้กู้เงินโจทก์ไป ๑๒,๐๐๐ บาท ได้ทำหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินให้โจทก์ไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืม ต่อมานายช้างถึงแก่กรรมทรัพย์มรดกตกได้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตร ขอให้พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า นายช้างมิได้กู้เงินโจทก์ สัญญาขายฝากเป็นสัญญาปลอมฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เพราะสัญญาที่ฟ้องเป็นสัญญาขายฝาก แต่โจทก์กลับฟ้องเป็นสัญญากู้เงินข้อเท็จจริงต่างฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจากกองมรดกของนายช้างให้แก่โจทก์ตามฟ้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า สัญญาขายฝากที่โจทก์นำมาฟ้องไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม โจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินกู้คืนพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญาขายฝากตามฟ้องเป็นสัญญาที่ทำขึ้นอำพรางสัญญากู้เงิน เพราะโจทก์หาสัญญากู้เงินไม่ได้จึงได้ทำสัญญาขายฝากดังกล่าวแทน แม้จะไม่มีข้อความใดบ่งชัดว่ามีการกู้เงินกัน เอกสารนี้ก็เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินตามเจตนาเดิมนั้น เห็นว่าโจทก์มิได้ยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้นบรรยายเป็นประเด็นไว้ในฟ้อง ศาลชั้นต้นมิได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยมา ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น เป็นฎีกาที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
เกี่ยวกับปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๓ บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่า ๔๐ บาท ขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่งหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินอ้างว่านายช้าง พงษ์ชื่น ผู้ตายได้กู้ยืมโจทก์ไปเป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจากจำเลยซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย บรรยายฟ้องว่านายช้างได้ำทหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินตามภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้องให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานในการกู้ยืมนี้ปรากฏว่าเอกสารนั้นเป็นหนังสือซึ่งแสดงว่านายช้าง พงษ์ชื่น ทำขึ้นเพื่อขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๔๗ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลหนองกระโดน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีราคาประเมิน ๔๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์ในราคา ๑๒,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์ได้รับมอบทรัพย์ที่ขายฝาก และนายช้างได้รับเงินค่าขายฝากไว้ถูกต้องแล้ว มีข้อสัญญาบังคับไว้ด้วยว่า นายช้างจะต้องไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากคืนเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทภายในกำหนด ๓ ปี มิฉะนั้นนายช้างยอมให้ทรัพย์หลุดเป็นสิทธิแก่ผู้ซื้อฝาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสัญญาฉบับนี้เป็นหลักฐานในการที่นายช้างขายฝากที่ดินให้โจทก์ หาใช่เป็นหลักฐานในการกู้ยืมไม่ โจทก์จึงเอาสัญญาดังกล่าวมาฟ้องอ้างว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตราดังกล่าวไม่ได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3010/2525
นายพยับ นาคจรุง โจทก์
นางซั้ว เรืองขำ ฯ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายพยับ นาคจรุง · จำเลย - นางซั้ว เรืองขำ ฯ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุไพศาล วิบุลศิลป์ · อาจ ปัญญาดิลก · ไพศาล สว่างเนตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายสุนทร นาเนกรังสรรค์ · ศาลอุทธรณ์ - นายปรานอม มหรรณพ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา