⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 894/2525

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2525

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนและชั้นศาล ถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์ความผิดได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในขณะเกิดเหตุ คงมีแต่พยานพฤติเหตุแวดล้อมเพียงปากเดียวซึ่งเบิกความว่าเห็นจำเลยวิ่งออกมาจากไร่อ้อยภายหลังเกิดเหตุ ที่ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนฆ่าผู้ตาย และฆ่าเพราะอะไรโดยวิธีใด ก็เพราะจำเลยให้การรับสารภาพมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงศาล ศาลวางโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อเพิ่มโทษและลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 33 ปี 4 เดือน จึงเหมาะสมแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.51 ประมวลกฎหมายอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.92 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2523 เวลากลางวัน จำเลยบังอาจใช้แขนรัดคอนางน้ำค้าง ภักดี โดยเจตนาฆ่า จนนางน้ำค้างขาดใจตายสมดังเจตนาจำเลย ดังปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ท้ายฟ้อง เหตุเกิดที่ตำบลทุ่งบัว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อนึ่งจำเลยนี้อายุกว่า 17 ปี ถูกศาลจังหวัดนครปฐมพิพากษาจำคุกในข้อหาลักทรัพย์ตามคดีหมายเลขแดงที่ 202/2523 มาแล้ว กลับมากระทำผิดคดีนี้อีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และเพิ่มโทษจำเลยด้วย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษตามฟ้องจริง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 วางโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและชั้นศาลเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 โดยที่ส่วนของการเพิ่มเท่ากับส่วนของการลด จึงไม่เพิ่มและไม่ลดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 54 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 51 และเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นโทษจำคุก 66 ปี 8 เดือน จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกไว้มีกำหนด 33 ปี 4 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2523 เวลา 10 นาฬิกา นายเหมือน วราศิลป์ พี่ชายนางน้ำค้าง ภักดี ผู้ตายเดินผ่านไร่อ้อยที่เกิดเหตุเห็นจำเลยวิ่งออกมาจากไร่อ้อย ครั้นเวลาประมาณ 18 นาฬิกา นายแพ่ง ภักดี สามีผู้ตายมาถามว่าเห็นผู้ตายไหม นายเหมือนตอบว่าไม่เห็น นายแฟงจึงเล่าให้ฟังว่าผู้ตายมาถางหญ้าไร่อ้อยที่เกิดเหตุ นายเหมือนกับนายแฟงจึงไปที่ไร่อ้อยดังกล่าวพบผู้ตายนอนหงายมีผ้าขาวม้าพันคออยู่ ถึงแก่ความตายแล้ว ผ้าถุงของผู้ตายเปิด กางเกงชั้นในถูกตัดออกขาดเห็นอวัยวะเพศ นายเหมือนจึงนึกถึงจำเลยที่วิ่งออกไปจากไร่อ้อยที่เกิดเหตุ จึงพากันไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรักษาการณ์อยู่ที่วัดศาลาศึก และเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง ต่อจากนั้นพันตำรวจตรีสมพร มารศรี กับพวกได้ออกไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ และทำการชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ต่อมาวันที่ 27 พฤศจิกายน 2523 จึงจับจำเลยได้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพมีใจความว่า ในวันเวลาเกิดเหตุจำเลยพบผู้ตายกำลังถางหญ้าอยู่ในไร่อ้อยแต่ผู้เดียว จึงแอบเข้าไปข้างหลังผู้ตายใช้แขนทั้งสองกอดรัดตัวผู้ตาย ผู้ตายดิ้นและร้องให้คนช่วย จำเลยจึงใช้แขนขวารัดคอผู้ตายจนกระทั่งผู้ตายร้องไม่ออกและหมดสติไป แล้วจำเลยได้ถลกผ้าถุงผู้ตายขึ้นและใช้มีดตัดกางเกงในผู้ตายจนขาดออกเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเรา แต่เห็นว่าผู้ตายไม่รู้สึกตัวเลยจึงใช้หูฟังที่หน้าอกเบื้องซ้ายปรากฏว่าผู้ตายสิ้นใจเสียแล้ว จำเลยจึงใช้ผ้าขาวม้าของผู้ตายพันคอผู้ตายไว้แล้วหลบหนีไป ดังปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.5 จำเลยมีอายุได้ 20 ปี ยังไม่มีภรรยา เพิ่งพ้นโทษคดีลักทรัพย์มาก่อนเกิดเหตุเพียง 12 วัน ส่วนผู้ตายมีอายุได้ 36 ปี มีบุตร 7 คน คนเล็กมีอายุได้ 1 ขวบ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ศาลควรใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเพียงใดจึงจะเหมาะสมแก่การกระทำผิด ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นในขณะเกิดเหตุคงมีแต่พยานพฤติเหตุแวดล้อมเพียงปากเดียวคือนายเหมือน วราศิลป์ ซึ่งเบิกความว่าเห็นจำเลยวิ่งออกมาจากไร่อ้อยภายหลังเกิดเหตุ ที่ฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนฆ่าผู้ตายและฆ่าผู้ตายเพราะอะไรโดยวิธีใด ก็เพราะจำเลยให้การรับสารภาพมาตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่มาก และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ซึ่งกฎหมายบัญญัติโทษไว้สามสถาน คือ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ตามที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกตลอดชีวิต เมื่อเพิ่มโทษและลดโทษให้แล้วคงจำคุก 33 ปี 4 เดือนนั้น เหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 894/2525 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นายสุรัตน์ หรือแพน หรือสาโรจน์ วรวงศ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม · จำเลย - นายสุรัตน์ หรือแพน หรือสาโรจน์ วรวงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ สังขนันท์ · ทวี กสิยพงศ์ · ธาดา วัชรานันท์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1203/2482ฎีกา 1332-1335/2511ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 138/2532ฎีกา 268/2482ฎีกา 593/2510ฎีกา 1336/2553ฎีกา 528/2470ฎีกา 619/2513ฎีกา 226/2529ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1268/2515ฎีกา 5598/2540ฎีกา 293/2507ฎีกา 1162/2508ฎีกา 6416/2541ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 9308/2546ฎีกา 2470/2515ฎีกา 3237/2543ฎีกา 1005/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา