⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1051/2526

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1051/2526

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนทรัพย์สินซึ่งเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ และผู้รับโอนรู้หรือควรจะรู้ว่าการโอนนั้นเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ย่อมเป็นโมฆะและเจ้าหนี้มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทแทนจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบและจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนได้รู้เท่าถึงความจริงอันเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย โจทก์จึงมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.237

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ๒ แปลง ต่อมาได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ ๒ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาคดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดี จำเลยทั้งสองกระทำไปโดยรู้อยู่แล้วว่าทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ จึงขอให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ธนาคารทหารไทย จำกัด โดยจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไว้ ต่อมาถูกบังคับจำนองยึดที่ดินขายทอดตลาดแต่ไม่มีผู้ซื้อ จำเลยที่ ๑ จึงขายให้จำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๒ นำเงินไปไถ่ถอนกับธนาคาร แล้วจำเลยที่ ๑ โอนขายให้แก่จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้รับเงินจากการซื้อขายนี้ การซื้อขายที่ดินนี้มิได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบแต่อย่างใด จำเลยที่ ๒ กระทำไปโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๒ ได้ชำระหนี้แก่ธนาคารทหารไทย จำกัด เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ ๑ เพื่อไถ่ถอนที่ดินพิพาท จึงถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๑ เท่าจำนวนที่ได้ชำระแก่ธนาคารไป ซึ่งเมื่อธนาคารได้รับชำระหนี้แล้วได้ปลดจำนองให้แก่จำเลยที่ ๑ ที่ดินพิพาทยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๑ ดังนั้นโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้บังคับคดียึดที่ดินพิพาทเพื่อนำมาขายทอดตลาดชำระหนี้ของตนได้ และศาลได้ออกหมายบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ แล้ว แต่ยังไม่ทันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการจำเลยที่ ๑ ก็จะจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ได้ไปคัดค้าน แต่จำเลยทั้งสองยืนยันให้เจ้าพนักงานจดทะเบียนให้ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ ๒ เพื่อชำระหนี้ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ และจำเลยที่ ๒ ผู้รับโอนก็ได้รู้เท่าถึงข้อความจริงโดยชัดแจ้งแล้วว่าเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบ กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นเสียได้ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1051/2526 นางสุวรรณ อินบำรุง โจทก์ นายนริศ มีมาก กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุวรรณ อินบำรุง · จำเลย - นายนริศ มีมาก กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สหัส สิงหวิริยะ · อัมพล สุวรรณภักดี · เสนอ ศรนิยม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายกู้เกียรติ สุนทรบุระ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิชิต ไชยฤทธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 19883/2555ฎีกา 198/2506ฎีกา 621/2519ฎีกา 886/2515ฎีกา 301/2539ฎีกา 52/2527ฎีกา 2161/2538ฎีกา 5059/2538ฎีกา 558/2553ฎีกา 673/2498ฎีกา 5444/2551ฎีกา 1016-1018/2477ฎีกา 1163/2539ฎีกา 704/2542ฎีกา 111/2528ฎีกา 2345/2540ฎีกา 180/2502ฎีกา 1145/2495ฎีกา 644/2478ฎีกา 47/2524ฎีกา 649/2539ฎีกา 7824/2553ฎีกา 1242/2520ฎีกา 597/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา