คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1619/2527
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากเจ้าหนี้มีทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ที่สามารถบังคับชำระหนี้ได้ เจ้าหนี้จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าไม่สามารถบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นได้ก่อน จึงจะขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีอื่นได้
ย่อคำพิพากษา
ผู้ร้องขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ โจทก์คัดค้านว่าหนี้ที่ผู้ร้องขอเฉลี่ย เป็นหนี้สมยอมและผู้ร้องสามารถยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ ต่อมาคู่ความยอมรับกันว่าผู้ร้อง เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยจำเลยมีที่ดินอีก 1 แปลงติดจำนองธนาคารอยู่แล้วคู่ความไม่สืบพยานดังนี้ เมื่อจำเลยมีที่ดินอีก 1 แปลง ยังไม่ถูกยึด ผู้ร้องย่อมดำเนินการยึดเอามาชำระหนี้ได้ แม้หากจำเลยนำที่ดินไปจำนองไว้แล้วผู้ร้องก็ยังบังคับเอาชำระหนี้ได้ ส่วนหนี้จำนองจะมีจำนวนเท่าใดเมื่อบังคับคดีแล้วจะมีเงินเหลือ เพียงพอชำระหนี้ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิงหรือไม่ ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบให้ศาลรับฟัง เมื่อผู้ร้องไม่สืบพยาน จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นๆ ของลูกหนี้ได้ศาลจึงต้องยกคำร้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญายอม ๙๗,๗๑๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ ระหว่างบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๐๑๕๗ และ ๓๐๑๕๘ ของจำเลยขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้๒๒๓,๗๕๐ บาทแก่ผู้ร้องพร้อมด้วยดอกเบี้ยและค่าติดตามทวงถามแก่ตน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ผู้ร้องขอให้ศาลบังคับคดีแล้ว แต่ทราบว่าจำเลยมีทรัพย์สินตามที่โจทก์นำยึดไปแล้ว จึงขอเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยในการขายทอดตลาดในฐานะที่ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องและลูกหนี้มิได้เป็นหนี้กันจริง นอกจากนี้ผู้ร้องยังสามารถยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ได้ ไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยหนี้ ขอให้ยกคำร้อง
คู่ความยอมรับข้อเท็จจริงกันว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจริงและยังไม่ได้บังคับคดีในคดีดังกล่าว จำเลยมีที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ ๓๗๑๐อีก ๑ แปลง เนื้อที่ ๒ ไร่เศษซึ่งติดจำนองธนาคารนครหลวงไทย จำกัดอยู่คู่ความไม่สืบพยาน
ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้ร้องมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อผู้ร้องมิได้พิสูจน์ว่าที่ดินแปลงดังกล่าวจะพอชำระหนี้ของผู้ร้องหรือไม่ จึงต้องยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๐ ได้นั้น หมายความว่าต้องเป็นกรณีที่ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ได้โดยสิ้นเชิง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมีที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ ๓๗๑๐ อีก ๑ แปลง ยังไม่ถูกยึด ผู้ร้องสามารถยึดเอามาชำระหนี้ของตนได้ แม้หากว่าจำเลยจะนำที่ดินแปลงนี้ไปจำนองไว้แก่ธนาคารนครหลวงไทยจำกัดแล้วก็ตาม ผู้ร้องย่อมดำเนินการบังคับเอาชำระหนี้ได้ ส่วนหนี้จำนองจะมีจำนวนเท่าใดเมื่อบังคับคดีแล้วจะมีเงินเหลือเพียงพอชำระหนี้ผู้ร้องได้โดยสิ้นเชิงหรือไม่ผู้ร้องมีหน้าที่นำสืบให้ศาลรับฟัง เมื่อผู้ร้องไม่สืบพยาน จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่น ๆ ของลูกหนี้ได้
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1619/2527
บริษัท 3 เอ็ม ประเทศไทย จำกัด โจทก์
พันโทอรุณ เปี่ยมพงษ์สานต์ ผู้ร้อง
นางไซ้กี อิ่มคำ หรือนางไซกี มาศรังสรรค์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัท 3 เอ็ม ประเทศไทย จำกัด · ผู้ร้อง - พันโทอรุณ เปี่ยมพงษ์สานต์ · จำเลย - นางไซ้กี อิ่มคำ หรือนางไซกี มาศรังสรรค์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุพจน์ นาถะพินธุ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · เพียร สุมิระ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายมานัส เหลืองประเสริฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายสถิตย์ เล็งไธสง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา