⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 421-422/2527

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421-422/2527

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่นายจ้างมีข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายบำเหน็จที่แตกต่างจากกฎหมายแรงงาน ย่อมถือว่านายจ้างได้ใช้ข้อบังคับของตนเองบังคับแก่ลูกจ้าง และต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานหากลูกจ้างมีสิทธิได้รับ

ย่อคำพิพากษา

การที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จำเลยออกคำสั่งให้นำเอาระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. 2502 ของทางราชการมาใช้บังคับโดยอนุโลมย่อมทำได้ เมื่อจำเลยได้ตราข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ฉบับที่ 10 ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ขึ้นมาใช้บังคับ ซึ่งมีคำจำกัดความ วิธีจัดตั้งกองทุนบำเหน็จ หลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จวิธีการควบคุมรายรับ รายจ่าย ของกองทุนบำเหน็จทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ใช้ระเบียบการจ่ายบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ.2502 อีกต่อไปแล้ว หากแต่ใช้ข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ฉบับที่10 ถือปฏิบัติต่อไป ที่มาแห่งการตั้งกองทุนบำเหน็จเป็นคนละเรื่องกับที่มาแห่งค่าชดเชยหลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จก็แตกต่างจากการจ่ายค่าชดเชย ถือไม่ได้ว่าบำเหน็จที่โจทก์ได้รับจากจำเลยเป็นค่าชดเชย จำเลยจึงต้องมีหน้าที่จ่ายเงินค่าชดเชยแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) ลงวันที่ 31กรกฎาคม พ.ศ.2521 ม.2 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน ลงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2515 ม.46

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างประจำ โจทก์ทั้งสองทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเพราะเหตุเกษียณอายุโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การรวมกันว่าจำเลยได้จ่ายค่าชดเชยและบำเหน็จในกรณีเลิกจ้างแล้ว แต่ตามระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้างพ.ศ. ๒๕๐๒ ระบุว่าในกรณีลูกจ้างผู้ใดมีสิทธิได้รับทั้งค่าชดเชยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยกำหนดเวลาทำงาน วันหยุดงานของลูกจ้างฯลฯ อยู่แล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามระเบียบนี้ แต่ถ้าค่าชดเชยนั้นมีจำนวนเงินต่ำกว่าเงินบำเหน็จที่จะพึงได้รับตามระเบียบนี้เท่าใดก็ให้จ่ายเงินบำเหน็จให้เท่ากับส่วนที่ต่ำกว่านั้น โจทก์ทั้งสองมีสิทธิรับค่าชดเชยจำนวนต่ำกว่าเงินบำเหน็จ จำเลยจึงจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ทั้งสองไปมีค่าชดเชยอยู่ด้วยแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชยได้อีก จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์ทั้งสองพ้นตำแหน่งเพราะเกษียณอายุ เป็นการออกจากงานตามพระราชกำหนดเกษียณอายุของผู้ทำงานในองค์การของรัฐ พ.ศ. ๒๕๐๘ และพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ ไม่ใช่เพราะการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ขอให้ยกฟ้อง ในวันพิจารณาคู่ความรับกันว่าโจทก์ทั้งสองได้รับเงินบำเหน็จตามคำให้การจำเลยแล้ว การคำนวณเงินบำเหน็จนั้นคำนวณตามข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ ๑๐ลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๒๑ ศาลแรงงานกลางงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ ๗/๒๕๐๓ ระบุให้ใช้ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๐๒ ของทางราชการมาใช้บังคับในองค์การจำเลยโดยอนุโลม เห็นว่า จำเลยมิใช่ส่วนราชการการที่จำเลยออกคำสั่งให้นำเอาระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๐๒ มาใช้บังคับในองค์การของจำเลยย่อมทำได้แต่จำเลยมิใช่ผู้ตั้งระเบียบดังกล่าวขึ้นมาเอง ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีหน้าที่หรือสิทธิที่จะไปยกเลิกแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบของทางราชการ เมื่อจำเลยมีคำสั่งให้นำระเบียบดังกล่าวมาใช้บังคับในองค์การของจำเลยโดยอนุโลมได้ ในทางกลับกัน จำเลยก็อาจยกเลิกไม่นำระเบียบนั้นมาใช้บังคับอีกต่อไปก็ได้ เมื่อจำเลยได้ตราข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ฉบับที่ ๑๐ ว่าด้วยกองทุนบำเหน็จผู้ปฏิบัติงานองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ขึ้นมาใช้บังคับในองค์การจำเลย ข้อบังคับนี้มีข้อความเริ่มด้วยคำจำกัดความ วิธีจัดตั้งกองทุนบำเหน็จ หลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จ วิธีการควบคุมรายรับรายจ่ายของกองทุนบำเหน็จทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ใช้ระเบียบการจ่ายเงินบำเหน็จและเงินทำขวัญลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๐๒ อีกต่อไปแล้วหากแต่ใช้ข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ฉบับที่ ๑๐ ถือปฏิบัติต่อไป ข้อบังคับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕(๒) และมาตรา ๒๓ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๙๙ ที่มาแห่งการตั้งกองทุนบำเหน็จเป็นคนละเรื่องกับที่มาแห่งค่าชดเชยหลักเกณฑ์การจ่ายบำเหน็จก็แตกต่างจากการจ่ายค่าชดเชย ถือไม่ได้ว่าบำเหน็จที่โจทก์ทั้งสองได้รับจากจำเลยเป็นค่าชดเชยจำเลยจึงต้องมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421 - 422/2527 นายสุชิน ไชยวาที โจทก์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุชิน ไชยวาที · จำเลย - องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วรา ไวยหงษ์ · ขจร หะวานนท์ · จุนท์ จันทรวงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายณรงค์ ตันติเตมิท · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1979/2532ฎีกา 2409/2527ฎีกา 2629/2527ฎีกา 11/2521ฎีกา 2897/2526ฎีกา 3423/2529ฎีกา 3285-3289/2524ฎีกา 2831/2524ฎีกา 3999/2528ฎีกา 1442/2519ฎีกา 2290/2525ฎีกา 541/2536ฎีกา 2239/2527ฎีกา 4291-4295/2528ฎีกา 6024/2533ฎีกา 1260/2526ฎีกา 337/2527ฎีกา 6232-6234/2533ฎีกา 259/2522ฎีกา 3556-3557/2528ฎีกา 1601/2523ฎีกา 761/2525ฎีกา 4114/2528ฎีกา 3886/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา