⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1651-1652/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1651-1652/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของเจ้าพนักงานที่ร่วมกับบุคคลอื่นจับกุมผู้เสียหายไปโดยไม่มีหลักฐานว่ากระทำความผิดและข่มขู่เรียกเอาเงิน ถือเป็นความผิดฐานเรียกค่าไถ่สำเร็จแล้ว แม้จะยังไม่ได้รับเงิน และอาวุธปืนที่พกพาไปเพื่อใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าวให้ริบเสีย.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 7 ซึ่งไม่ใช่เจ้าพนักงานทำการจับกุมผู้เสียหายไป ทั้งที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้เสียหายได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด แล้วขู่เข็ญผู้เสียหายให้หาเงินมาให้มิฉะนั้นจะนำไปดำเนินคดีผู้เสียหายยอมหาเงินมาให้ตามที่จำเลยเรียกร้องระหว่างรอรับเงินค่าไถ่จำเลยได้หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้ในที่ต่างๆดังนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และมาตรา 313 ไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดเฉพาะแต่มาตรา 148 เท่านั้นส่วนจำเลยอื่นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 86 และมาตรา 313 ทั้งเป็นความผิดสำเร็จแล้วแม้จะยังไม่ได้รับเงิน ความผิดฐานจับคนไปเรียกค่าไถ่นั้น จำเลยทุกคนเป็นตัวการในการกระทำความผิดด้วยกันได้ โดยการร่วมกันกระทำผิดแต่แบ่งแยกหน้าที่กันทำ จำเลยที่ 2 ถูกจับได้พร้อมอาวุธปืนของกลางขณะไปรอรับเงินค่าไถ่ แม้จะยังไม่ได้ใช้อาวุธปืนนั้นกระทำความผิดใด แต่พกติดตัวอยู่ในสภาพที่จะนำออกใช้ได้เมื่อต้องการ แสดงถึงเจตนาของจำเลยที่ 2 ที่นำอาวุธปืนไปใช้ในกิจการรอรับเงินค่าไถ่โดยเฉพาะ ไม่ใช่เพื่อนำไปปฏิบัติหน้าที่ตามใบอนุญาตพกของทางราชการ อาวุธปืนของกลางจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) อันศาลจะพึงใช้ดุลพินิจสั่งริบได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.148 ประมวลกฎหมายอาญา ม.313

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลรวมการพิจารณาพิพากษาโดยโจทก์ฟ้องทำนองเดียวกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๔, ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๘๖, ๙๑, ๑๔๘, ๑๕๗, ๓๑๓ ริบของกลาง จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ ก่อนสืบพยาน ศาลจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๗ เพราะตาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘, ๓๑๓(๒) (๓) ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘, ๘๖ และมาตรา ๓๑๓(๒) (๓) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา ๓๑๓(๒) (๓) ซึ่งมีโทษหนักที่สุด จำเลยที่ ๑ และที่ ๖ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ด้วย จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยร่วมกันจับผู้เสียหายไปทังที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้เสียหายได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด เพื่อเรียกเงินจากผู้เสียหาย ๓๐๐,๐๐๐ บาท มิฉะนั้นจะนำตัวผู้เสียหายไปดำเนินคดี ผู้เสียหายมีความกลัวยอมตกลงให้เงินกับจำเลยตามที่เรียกร้อง โดยภริยาผู้เสียหายไปหาเงินเพื่อจะมาให้พวกจำเลยเป็นค่าไถ่ตัวผู้เสียหาย ระหว่างรอรับเงินค่าไถ่จำเลยได้หน่วงเหนี่ยวกักขังตัวผู้เสียหายไว้ที่โรงแรมและตามสถานที่ต่าง ๆ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ และเป็นความผิดสำเร็จแล้วแม้จะยังไม่ได้รับเงินไม่ใช่พยายามกระทำความผิด และไม่ใช่กระทำความผิดเฉพาะเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบตามมาตรา ๑๔๘ อย่างเดียวตามที่จำเลยฎีกา ความผิดฐานจับคนเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่นั้น จะทำลำพังจำเลยที่ ๑ คนเดียวย่อมเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะคดีนี้ต้องคุมตัวผู้เสียหายไว้ที่หนึ่ง ไปรับเงินจากภริยาผู้เสียหายที่จุดนัดหมายอีกแห่งหนึ่ง และยังออกติดตามภริยาผู้เสียหายซึ่งกำลังไปรวบรวมเงินอยู่ต่างจังหวัดกันตามรูปคดีเชื่อได้ว่ามีการวางแผนล่วงหน้ากันก่อนเกิดเหตุ โดยให้จำเลยที่ ๗ ไปพบผู้เสียหายที่บ้านและอ้างตนว่าเป็นตำรวจหน้าห้อของพันตำรวจเอกชลอ เกิดเทศ รองผู้บังคับการกองปราบปราม ให้ผู้เสียหายไปพบจำเลยที่ ๗ เพื่อพาเข้าหาพันตำรวจเอกชลอ เพราะผู้เสียหายถูกกล่าวหาว่าจ้างวานฆ่าผู้อื่น แต่ผู้เสียหายไม่ยอมไปพบเพราะไม่ได้ทำผิด และไม่เชื่อว่าจำเลยที่ ๗ เป็นตำรวจเมื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ จับผู้เสียหายไปกองปราบปราม จำเลยที่ ๗ ก็เข้ามาพบผู้เสียหายรับจะช่วยเหลือเพื่อให้สมอ้างว่าเป็นตำรวจและผู้เสียหายถูกกล่าวหาจริงทั้งที่จำเลยที่ ๗ ไม่ได้เป็นตำรวจซึ่งจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ย่อมรู้ดี เมื่อพาผู้เสียหายกับภริยาไปรับประทานอาหารก็ร่วมไปกันทั้งหมดเพื่อให้สมจริง ขณะควบคุมตัวผู้เสียหายไว้ที่โรงแรมจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ ก็มานอนคุมเฝ้าผู้เสียหาย และเมื่อจำเลยที่ ๑ ที่ ๕ และที่ ๗ นำผู้เสียหายไปตามภริยาผู้เสียหายที่จังหวัดชลบุรีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๖ ก็ยังคอยเฝ้าภริยาผู้เสียหายอยู่ที่จุดนัดพบที่สถานีขนส่งสายเหนือ จนถูกจับได้พร้อมกันทั้งชุด แสดงว่าร่วมกันกระทำความผิดแต่แบ่งแยกหน้าที่กันทำ จำเลยทุกคนจึงเป็นตัวการ ในการกระทำความผิดด้วยกัน ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า ปืนพกของกลางหมายเลขทะเบียน ทก.๒๓๑๐๒๘๔ พร้อมกระสุนปืนนั้น จำเลยที่ ๒ ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ และมีใบอนุญาตให้พกได้ตามกฎหมาย ไม่ว่าผลคดีจะเป็นประการใด จะสั่งริบไม่ได้ต้องคืนให้จำเลยที่ ๒ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมกันพวกกระทำความผิดฐานจับคนเรียกค่าไถ่ และถูกจับได้พร้อมอาวุธปืนของกลางขณะไปรอรับเงินค่าไถ่แมัจะยังไม่ได้นำอาวุธปืนออกใช้ยิงหรือขู่เข็ญจะทำร้ายใคร แต่พกติดตัวอยู่ในสภาพที่จะนำออกใช้ได้เมื่อต้องการ แสดงถึงเจตนาที่นำไปใช้ในกิจการที่จำเลยที่ ๒ ไปกระทำโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพื่อนำไปปฏิบัติหน้าที่ตามใบอนุญาตพกของทางราชการจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ (๑) ที่ศาลล่างใช้ดุลพินิจสั่งริบจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ที่จำเลยที่ ๖ ฎีกาว่า ไม่ได้พบอาวุธปืนที่จำเลยที่ ๖ จำเลยที่ ๖ จึงไม่ได้กระทำความผิดในข้อหานี้นั้น เห็นว่า ข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๖ มีกำหนด ๑ ปี ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ศาลฎีการับวินิจฉัยให้ไม่ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1651 - 1652/2528 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี โจทก์ จ่าสิบตำรวจวิทยา ชุติมาเทวินทร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี · จำเลย - จ่าสิบตำรวจวิทยา ชุติมาเทวินทร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ บุญเลี้ยง · เสนอ ศรนิยม · ประการ กาญจนศูนย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี - นายวิศิษฐ์ เสวกพันธุ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายศรี จาณุจิตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 593/2510ฎีกา 1554/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 2437/2515ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 3204/2522ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 531/2510ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 1979/2521ฎีกา 3604/2533ฎีกา 4519/2544ฎีกา 51/2502
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา